รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูอีกรอบ ก็แอบอมยิ้มไม่ได้ - Pantip

รีวิว HIGHLIGHTS6 MINS. READ
ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train to Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ
บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้า แล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน
ในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์
“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้

หากคุณยังคงตราตรึงใจกับหนังไทยแนวความรักใส ๆ ของคนแอบรักที่พยายามทำทุกอย่างให้ได้ใจเขาในอดีตก็คงต้องนึกถึงหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูเป็นร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งได้นักแสดงนำอย่างคริส หอวังและเคน ธีรเดชมาเป็นคู่พระนางในเรื่องก็ยิ่งทำให้เคมีคู่กันจนถล่มรายได้แบบพุ่งกระฉูดจนส่งผลให้เพลงประกอบหนังอย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ของ Instinct ดังมาจนถึงปัจจุบันไปด้วย

แต่หากใครที่เพิ่งมาเป็นคอหนังรุ่นใหม่ เราก็แนะนำว่าต้องลองติดตามเพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจจะเป็นหนังในดวงใจของคุณอีกเรื่องก็ได้

เรื่องย่อหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เหมยลี่”สาวออฟฟิศที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอแต่งงานแล้ว จนกระทั่งในคืนวันแต่งงานของเพื่อนเธอซึ่งทำเอาเหมยลี่เมาหนักจนนอนบนเตียงที่คอนโดแทนที่คู่บ่าวสาว

เมื่อสร่างเมาแล้วเธอจึงได้ขับรถกลับบ้านแต่ด้วยความที่ยังคงมึนอยู่จึงทำให้ขับรถไถเข้าไปข้างทาง “ลุง”จึงช่วยเข้ามาดูรถทำให้ทั้งสองได้พบกันจนเป็นจุดเริ่มต้นที่โชคชะตาได้นำพาให้เหมยลี่ต้องมาโคจรเจอกับลุงเรื่อย ๆ จนทำของส่วนตัวเขาพังหลายอย่าง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น

– ความน่าสนใจของหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้บอกเล่าถึงมุมมองคนโสดซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับคนวัยทำงานที่ควรจะได้แต่งงานมีครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางเอกซึ่งเป็นตัวแทนคนโสดกลับยังหาแฟนไม่ได้เพราะความที่เป็นคนซุ่มซ่าม เปิ่น ๆ เธอจึงรู้สึกเหงาซึ่งมันค่อนข้างจะโดนใจผู้ชมหลายคนมากแบบอินจัดกับโมเม้นต์ชีวิตนาง

จนกระทั่งฟ้าได้ส่ง “ลุง” (ใช่แล้ว! นี่คือชื่อของพระเอก คือปังตั้งแต่ชื่อตัวละครคิดดู) พระเอกของเราที่เป็นวิศวกรรถไฟฟ้าให้ต้องมาถูกนางเอกป่วนชีวิตทำของพังทุกครั้งที่พบกัน ซึ่งนางเอกที่ตกหลุมรักพระเอกมาตั้งแต่แรก นางก็พยายามจะซ่อมสิ่งที่ทำพังให้พระเอกจนพวกเขาได้มาพบกันหลายครั้งและสนิท พระเอกก็เป็นคนที่ยิ้มง่าย อบอุ่น และใจดีเกินเบอร์จริง ไม่โกรธหรือต่อว่านางเอกสักคำ พ่อของลูกที่แท้ทรู

ในเรื่องจะมีฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กระหว่างที่ก่อให้เกิดความรักระหว่างคู่พระนางมากมาย เช่น ฉากเล่นน้ำสงกรานต์ที่พระเอกหล่อทะลุแป้ง ฉากที่ทั้งคู่พากันไปท้องฟ้าจำลอง และได้ชวนลุงดูดาวหางที่กำลังจะมาถึงโลกในเร็ว ๆ นี้ซึ่งเขาก็ตกลง แถมนางก็หึงพระเอกมากด้วยเวลามีน้องที่รู้จักกันมาเข้าใกล้พระเอก มีความฮาและโรแมนติกครบจบในเรื่องเดียวจริง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกให้เบอร์นางเอกในรถไฟฟ้านี่ผู้ชมกรี๊ดกันลั่นโรงเลย

– ข้อคิดดี ๆ จากหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้สอนให้เรารู้ว่า ความรักก่อเกิดได้จากการเรียนรู้ การให้เวลาในการทำความรู้จักกัน อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า “รัก”ออกมา แค่เพียงให้เวลา สถานที่ จิตใจ และการรอคอยเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วหากเขารักคุณจริงก็จะกลับมาหาคุณเอง

ปฏิบัติการคว้าผู้ชายกลางคืนมาเป็นเจ้าของหัวใจจึงเกิดขึ้น

หนังเล่นกับมุกตลกฮาๆ มากมายทุกฉาก จนคนดูพากันหัวเราะอย่างไม่หวาดไม่ไหว เพราะความเปิ่นๆ ฮาๆ ของเหมยลี่ บวกการตัดต่อแบบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่โอเวอร์แอ็คติ้งนิดๆ มีคิดในใจให้ได้ยิน หนังของ GTH เคยส่งให้หลายคนโด่งดังไปหลายคน เรื่องนี้คงไม่พ้น ทำให้ชื่อ “คริส หอวัง” โด่งดังกว่าเดิมอีกหลายเท่า นอกจากนี้ ยังคิดถูกที่เลือก “เคน” มาแสดง เพราะเขาคือผู้ชายที่หญิงไทยหลายคนเพ้ออยู่ จึ๊ดแน่นอน เพราะพวกเธอต้องคิดว่าตัวเองกำลังเป็น “เหมยลี่” อยู่แน่ๆ

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้

รีวิว สืบเนื่องจากความสำเร็จของ ATM เออรัก เออเร่อ (2555) ที่ทำรายได้รวมกว่า 150 ล้าน กับ พี่มากพระโขนง (2556) ที่ยอดรวมทะลุหลักพันล้าน บวกกับความล้มเหลวเมื่อกลางปี 2557 ของ ฝากไว้..ในกายเธอ ทางค่ายหนังไทยยักษ์ใหญ่จึงต้องฝากความหวังครั้งสุดท้ายของปีไว้กับ เมษ ธราธร ผู้กำกับฯ เจ้าของผลงาน ATM เออรัก เออเร่อ ให้กอบกู้ชื่อเสียงและหน้าตากลับมาสู่ GTH อีกครั้ง!

ถ้าอ้างอิงจากผลงานเก่าๆ ที่ทะลุ 100 ล้านแบบลอยตัวของ GTH จะเห็นว่าหลายเรื่องเป็นหนังแนวตลก (comedy) เช่น กวน มึน โฮ, ATM เออรัก เออเร่อ, และ พี่มากพระโขนง ซึ่งวิเคราะห์ที่มาของรายได้ได้หลายทาง

การพีอาร์และการตลาดที่สายแข็งเหนือยุทธภพของค่าย
ดารานักแสดงที่ไม่ได้หล่อสวยโอเวอร์แต่มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย
กระแสปากต่อปาก และพลังแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก (ทั้งทางบวกและทางลบ)
มุกตลกที่เน้นสายแมสและชนชั้นกลางเป็นหลัก
“ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานหนังตลกของ GTH ที่มีจุดแข็งตาม 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น (โดยเฉพาะคลิปพระนางเต้นเพลง “ABC ชักกระตุก” นี่เราชอบมาก) แต่แข็งแกร่งกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมาของ GTH ตรงที่ “อาศัยกินบุญเก่า” ของชื่อค่าย, ชื่อ ATM เออรัก เออเร่อ, ชื่อของพระนาง รวมถึงชื่อตัวประกอบอย่างบร๊ะเจ้าโจ๊ก (เช่นเดียวกับกรณีตุ๊กตาผี Annabelle ที่มีคนหลงไปดูเยอะเพราะความฮอตของ The Conjuring) ได้อย่างสบายๆ

เรื่องย่อ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้”
พล็อตเรื่องของ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” เป็นการแตกแขนงคำว่า ATM ออกมาเป็นพล็อตหนังรอมคอมเรื่องใหม่ (romantic-comedy)

A: กิมมิคของหนังคือ “ภาษาอังกฤษ” ต้อนรับ AEC
T: ตัวละครหลักของเรื่อง นางเอกเป็น Tutor หรือ Teacher สอนภาษา
M: เพลง หรือ Music ซึ่งเป็นทั้งชื่อเล่นของนางเอกในเรื่อง และยังเป็นธีมของหนังด้วย (เพลงสากล/เพลงเพื่อชีวิต/เพลงอกหัก ฯลฯ)
เรื่องราวโดยย่อ เริ่มจากสาวญี่ปุ่นสุดเอ็กซ์ คายะ (โซระ อาโออิ จาก ปิดเทอมใหญ่.. หัวใจว้าวุ่น และหนังญี่ปุ่น AV อีกหลายเรื่อง) ต้องย้ายไปทำงานที่อเมริกาและต้องการบอกเลิกกับ ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ จาก เพื่อนสนิท) แฟนหนุ่มที่เป็นนายช่างหรือวิศวกรซ่อมบำรุงในโรงงานที่เธอทำอยู่ แต่เนื่องจากยิมสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ในขณะที่คายะก็สื่อสารภาษาไทยไม่ได้เลยเช่นกัน คายะจึงต้องมาขอร้องให้ ครูเพลง (ไอซ์-ปรีชญา จาก ATM เออรัก เออเร่อ) ติวเตอร์ที่สอนภาษาอังกฤษให้เธอจนสอบสัมภาษณ์ได้ ช่วยเป็นสื่อกลางไปบอกเลิกกับยิมแทนเธอ

ครูเพลงตัดสินใจยอมช่วยเพราะคายะจ่ายค่าจ้างด้วยกระเป๋า Louis Vuitton Alma BB Monogram Vernis สีแดงสุดหรู (กระเป๋ารุ่นนี้สีนี้เราก็ชอบเองเป็นการส่วนตัว ยิ่งดูแล้วก็ยิ่งอยากได้) แต่พอเอาเข้าจริง เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะยิมเป็นคนปากหมา โผงผาง กวนตีน และจริงจังกับคายะมาก แถมเรื่องพลิกโผ กลายเป็นยิมมาจ้างครูเพลงให้ช่วยติวภาษาอังกฤษให้แบบที่ติวให้คายะแบบตัวต่อตัว เพราะเขาต้องการสอบสัมภาษณ์และตามคายะไปทำงานที่อเมริกา ซึ่งการสอนยิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั่นแหละ เพราะยิมเป็นวิศวกรที่พื้นฐานภาษาแทบเป็นศูนย์ และทำให้ครูเพลงต้องปวดกบาลอยู่บ่อยๆ

และนอกจากจะต้องเจอกับลูกศิษย์สายห่ามอย่างนายช่างยิมแล้ว ติวเตอร์เพลงคนสวยยังต้องรับมือกับนักเรียนในคลาส Business Conversation ที่มาตามตื๊อเธอไม่เลิกอย่าง คุณพฤกษ์ อีกหนึ่งอัตรา (ตู่-ภพธร นักร้องคนดังที่มาเซอร์ไพรส์แฟนๆ หลายซีนเลยทีเดียว) ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณพฤกษ์เป็นคนเพอร์เฟ็กต์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อพ่อรวย ตอนแรกติวเตอร์สาวโสดเองก็เคลิบเคลิ้มไปกับเจ้าชายในฝันและหลวมตัวไปเล่นด้วยกับเขาอยู่หรอก แต่พอไปๆ มาๆ มารู้ทีหลังว่าเขาไม่ใช่ เรื่องมันก็เลยซับซ้อนเข้าไปอีก

รีวิว/วิจารณ์ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้”
ดูเหมือนจะเป็นสไตล์ของ GTH ไปแล้ว สำหรับหนังตลกที่จะต้องตลกแบบ “โอเวอร์แอ็คติ้ง และโอเวอร์เมโลดราม่า” ไอ้ความรอม (romantic) ก็รอมแบบมุกเสี่ยวๆ เชยๆ (อย่างมุกไฝ เอาจริงๆ เรารำคาญนะ ฟังแล้วหงุดหงิด แบบว่า I don’t think so ด้วยเลย – -) ส่วนความคอม (comedy) ก็ตลกแบบเน้นขายมุกห่ามๆ ฮาแบบแมสๆ ขำง่ายย่อยง่าย และถึงแม้บางมุกอาจจะแป้ก แต่ก็จะใส่แสงสีเสียงเข้าไปให้ล้นๆ เข้าไว้ ประกอบกับสีหน้าและน้ำเสียงของนักแสดงที่ต้องเล่นใหญ่ไว้ก่อนประหนึ่งอยู่ในโรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์

ซึ่งถ้ามองในแง่ความบันเทิง มันก็บันเทิงและเบาสมองดีในสไตล์ของเขานั่นแหละ แต่สำหรับเรา เราคิดว่าบางมุกมันดู “เยอะ” ไปหน่อย เช่น ฉากของ พี่โจ๊ก-โซคูล ที่จริงๆ ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับการดำเนินเรื่องเลย แต่เน้นใส่บทให้เขาไว้ก่อน คนดูชอบ (ในโรงและรอบที่เราดู แทบทุกฉากที่พี่โจ๊กออก คนดูชิงขำกันตั้งแต่นางโผล่หน้าออกมาละ ยังไม่ทันเล่นมุกเลย คนก็ฮาแล้ว)

ส่วนในฉากโรแมนติก ถ้าไม่นับมุกเสี่ยวๆ หรือมุกเชยๆ แล้วล่ะก็ เราคิดว่า หนังทำได้อินอยู่ ซึ่งถือว่าทำได้ดีกว่าพาร์ทคอมเสียอีกในความรู้สึกของเรา

ฉากที่เราชอบก็เห็นจะเป็น “Cinderella Scene สำเนียงซันนี่” ที่ถ่ายทอดเทพนิยาย “Once upon a time” หรือ fairy tales ในยุคทุนนิยม (capitalism) ของชะนีชั้นกลางกับเจ้าชายไฮโซได้อย่างน่ารักลงตัว กับฉากที่นางเอกแปลความหมายของเพลง Walk You Home (ร้องโดย สุรสีห์ อิทธิกุล และแต่งโดย วี วิโอเลต หรือ วี เดอะวอยซ์) ซึ่งเนื้อหาของเพลงเหมือนกำลังอ่อย เอ้ย บอกรักพระเอกทางอ้อมยังไงยังงั้น และนี่ยังไม่รวมฉากที่แสดงถึงความพยายามของพระเอกที่ตั้งใจจะพัฒนาสกิล กับนางเอกที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยพระเอกฝึกภาษายังไงอีก ซึ่งตรงอันหลังๆ นี้เราชอบเป็นการส่วนตัว แต่มุกซ่อมรองเท้าหัก เราไม่ค่อยซึ้งนะ เพราะมุกเก่าเกิ๊น~ แต่ก็ยังพอน่ารักอยู่ (ยกความดีความชอบให้การแสดงของซันนี่)

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

WELCOME TO FRIEND ZONE - YouTube

รีวิว เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนแต่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อาจจะสั้น อาจจะยาว อาจจะใกล้ อาจจะไกล อาจจะเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปไม่ได้… แต่นั่นแหละ… ประเด็นเฟรนด์โซนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมส และมีอะไรน่าขยี้เยอะ ประกอบกับผลงานการกำกับที่ผ่านมาของพี่หมู ชยนพ บุญประกอบ ไม่ว่าจะ Suckseed หรือ เมย์ไหนฯ ทำให้เราแอบคาดหวังว่า อย่างน้อย Friend Zone หนังเรื่องล่าสุดจากค่ายหนังอารมณ์ดี GDH มันจะต้องออกมาสนุก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า หนังมันกลับไม่สามารถทำให้เรา… ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อินไปกับหนังได้เลย ทั้งที่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเปิดกล้อง เพราะชื่อเรื่องและชื่อนักแสดงนำ รวมถึงชื่อผู้กำกับ ดูน่าสนใจ แล้วหนังแนวเพื่อนรักรักเพื่อนนี่ จริง ๆ เราก็อินมาเยอะ เช่น Love, Rosie, O-Negative, เพื่อนสนิท (ดากานดา-ไข่ย้อย) ฯลฯ

จริง ๆ ต้องบอกว่า ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ Friend Zone ครั้งแรกละ ก็แอบรู้สึกผิดคาด แล้วพอได้ดูหนังจริง ก็กลายเป็นค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะมันทำหลายฉากเป็นการ์ตูนที่คาแรกเตอร์ล้น ๆ เยอะ ๆ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แต่ปัญหาคือ มุกตลกมันไม่ตลก พาร์ทความรักก็ไม่ได้ฟินหรือชวนอิน เทียบกับหนังรอมคอมอื่น ๆ แทบไม่ได้เลย ในส่วนของคอนเซ็ปต์เฟรนด์โซน ก็ดูเบาบาง หรือจะพูดว่าบทค่อนข้างกลวงก็ไม่ผิด ในขณะที่ทีมพีอาร์ยังงัด “เฟรนด์โซน” ออกมาขายได้ดีกว่าและสร้างสรรค์กว่าทีมเขียนบทของเรื่องนี้เองเสียอีก

บทหนังแทบไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ หนังเปิดเรื่องในสมัยที่ ปาล์ม (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) กับ กิ๊ง (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ยังอยู่ม.ปลาย แต่ก็เป็นซีนเปิดที่ไม่ได้เน้นเล่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคู่นี้ (แต่คือก็รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทไปไหนไปกันอะนะ) แต่เน้นเล่าถึงพื้นฐานนิสัยตามสืบตามเสือกอย่างไม่ยอมรามือง่าย ๆ ของกิ๊ง พร้อม ๆ กับแอบ tie-in โฆษณาไปแล้วอย่างน้อยสองตัวเหนาะ ๆ และก่อนที่จะโยงไปเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุด” อย่างไม่ค่อย smooth as silk สักเท่าไหร่ เออ… ก็แค่นั้น… ส่วนดีเทลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีนเปิดเรื่องนี้ก็แทบถูกทิ้งไปเสียสิ้น

ตัดมาที่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พระเอกจับวงปรับทุกข์และเล่าเรื่องเฟรนด์โซนของตัวเองกับหนุ่มแก๊งเฟรนด์โซนตามที่เราเห็นในเทรลเลอร์ ซึ่งหมายความว่า หนังก็จะเล่าตัดสลับจากแก๊งเฟรนด์โซนนี้กับเล่าย้อนความเดิมเมื่อปีสองปีก่อนหน้า นั่นก็คือช่วงที่นางเอกคบกับแฟนที่ทำงานด้วยกัน (เจสัน ยัง) ในขณะที่พระเอกก็เปลี่ยนสาวไปเรื่อย ๆ

ตลอดเรื่อง ดูเหมือนคนที่ต้องเจ็บปวดกับเฟรนด์โซนมากที่สุดจะเป็นพระเอก แต่ศูนย์กลางของโลกในหนังเรื่องนี้คือนางเอก ประมาณว่าทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเธอ แล้วปัญหาคือ… เราไม่รู้จริง ๆ ว่า นางเอกมีอะไรดีอีกนอกจากสวย เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นมากมายว่าทำไมพระเอกต้องรักนางเอก เท่าที่เราเห็นจากในหนังคือ มีแต่เรื่องบ้าบอไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่เคยเห็นนางนำมาซึ่งความสบายใจให้คุณเพื่อนเลย ตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นภาระด้วยเสียอีก

สำหรับเรา เราว่านางเอกเป็นผู้หญิงไร้สติคนหนึ่ง ดื้อด้านตามล่าหาความจริงอย่างไม่ละเว้น แต่พอจะเผชิญปัญหาจริง ๆ ทำใจไม่เป็น รับมือไม่ได้ ต้องลำบากเพื่อนตลอด รวม ๆ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เข้าข่ายน่ารำคาญ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจ… ไม่เหมาะสมกับพระเอก… ไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเอกต้องมา waste ไปเป็นทศวรรษแบบนี้ (แต่ทั้งนี้ มันอาจเป็นอคติส่วนตัวของเราเองที่ไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก คล้าย ๆ กับที่เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก Fan Day และอีกหลาย ๆ เรื่องของค่ายนี้)

ยังดีที่เป็นนายกับใบเฟิร์น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้อีกไหม ต้องขอบคุณที่น้องนายเซอร์วิซแฟนสูงมาก และน้องใบเฟิร์นก็ทุ่มเล่นสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลย อย่างน้อยคนดูก็จะได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะแรกเริ่มเดิมทีเลย เราคิดว่าหนังเค้าตั้งใจทำมาเพื่อสปอนเซอร์ใหญ่มากกว่าเพื่อคนดู

สังเกตได้จาก เค้าตั้งใจเขียนบทมาให้พระเอกกับนางเอกบินไปบินมาข้ามประเทศพร่ำเพรื่อ ราวกับรวยมาก หรือได้บินฟรีตลอดชีพ เที่ยวตระเวนขอพรทั่ว AEC (ขาดแต่ไปฮ่องกง แล้วมันไม่ไปหวังต้าเซียนด้วย อันนี้พลาดได้ไง) โดยส่วนตัวคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องถ่ายหลายประเทศ (ประเทศละกะปริดกะปรอย) แบบนี้ก็ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขต้องบินไปบินมาตลอดเวลา หนังน่าจะพัฒนาบทและตัดต่อได้ดี smooth as silk กว่านี้มาก

โดยสรุป สำหรับเรา Friend Zone เหมือนเป็นหนังโฆษณาการบินไทยขนาดยาว 2 ชั่วโมง (โดยมีโฆษณา SCB, คริสตัล ฯลฯ แทรกมาประปราย อย่างจงใจให้ไม่แนบเนียน) ส่งผลให้บทอ่อนต่ำกว่ามาตรฐานของค่าย และเป็นหนังที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย นอกจากเสน่ห์และการแสดงของน้องนายกับน้องใบเฟิร์น ที่เป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้อย่างเดียว (อ้อ… และก็เพลงคิดมากเวอร์ชั่น AEC อีกอย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังที่สุดแล้ว)

หนัง ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน FRIEND ZONE 2019 (Full HD) – MeeLakorn

รีวิว หนังอีกเรื่องของค่าย GDH ที่เข็นประเด็นโดยในหมู่วัยรุ่นออกมาเป็นหนังไม่ขาดสาย ครั้งนี้ก็เอาเรื่องเล่าสุดจี๊ดที่หลายคนเจอในช่วงวัยรุ่นมาเสริฟอีกเช่นเคย ในช่วงเดือนแห่งความรักแบบนี้
เรื่องก็ว่าด้วยราวของเพื่อนซี้ชายหญิง ปาล์ม-กิ๊ง ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน คอยผลัดกันช่วยเหลือ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยอยู่ข้างๆกันมาตลอดจนมหาลัย จนทำงาน

หลังจากเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้นกับกิ๊ง ทำให้ปาล์มอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง และมาคอยดูแลตามภาษาเพื่อนสนิท แต่แล้วเส้นกั้นบางๆระหว่างคำว่าเพื่อน กับแฟน ที่เริ่มเลือนราง ก็ทำให้ทั้งสองเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณบางอย่าง ที่ทำให้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิม
“เฟรนโซน”ที่เคยประกาศกันไว้ชัดเจนเริ่มปรากฎหนทางข้ามผ่าน ขณะที่เดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยกันนั้น บางสิ่งก็เติบโตในหัวใจของ ปาล์ม และกิ๊งมากขึ้นเรื่อยๆ

และไม่แน่ว่า เรื่องราวผจญภัยที่ฟันฝ่ากันมาทั้งหมดนี้จะทำให้ทั้งสองได้เริ่มต้นทางแฟนสักที หรือสิ้นสุดทางเพื่อนกันแน่ !

🎬 ผู้กำกับ : ชยนพ บุญประกอบ (ที่เคยทำเรื่อง เมย์ไหนไฟแรงเฟร่อ, ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ)

🎬 นักแสดงนำ : นาย ณภัทร เสียงสมบุญ(ปาล์ม), ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์(กิ๊ง)
—-

(+) ทุกตัวละครบทพูดดีมาก โดยเฉพาะปาล์ม-กิ๊ง ที่คุยกันถูกคอแบบเพื่อน การหยอกล้อต่างๆ คำพูดปลอบใจในซีนดราม่า ไม่บอกนี่นึกว่าหนังไม่ใช้สคริป ฟังดูเป็นธรรมชาติเอามากๆจนแทบแยกไม่ออกเลย

(+) หนังดำเนินเรื่องสนุกมีชั้นเชิง บทวางมาดี โดยเป็นการบอกเรื่องราวผ่านการเล่าเรื่องของพระเอกในงานแต่ง โดยมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามคนเป็นผู้ฟัง สไตล์จะเป็นการเดินทางไปหลายๆที่ สลับเล่าย้อนอดีตเป็นปีตั้งแต่สมัยในรั้วโรงเรียนจนถึงปี 2019 ปัจจุบัน

(+) มุกตลกบอกเลยว่าโคตรโดน และจี๊ดทุกอัน เล่นเอานั่งขำกันลั่นโรง เป็นตลกแบบมีชั้นเชิงนะ เอาสิ่งที่ทุกคนเคยเจอช่วงวัยรุ่น ตอนกำลังมีความรัก ตอนถูกทิ้ง หรือถูกเฟรนโซนมาขยี้ได้สุดยอดมาก และแทบไม่ได้ใช้คำหยาบคายเลย

(+) ปาล์ม-กิ๊ง แสดงดีเหมือนกันเพื่อนกันมานานมากจริงๆ รู้ความลับกันหมดไส้หมดพุง พูดคำเดียวก็อ่านกันออกหมดเปลือก ผลัดช่วยเหลือกันมาตลอด

.. ใบเฟิร์นนี่แสดงท็อปฟอร์มมากเรื่องนี้ ฉากดราม่าก็ทรงพลังแอ็กติ้งล้นเหลือทำเอาซึ้ง รีดน้ำตาซึมไปหลายซีน นางดูอินเสียดูใจเหมือนมีคนทิ้ง มีคนนอกใจมาจริงๆ

.. ส่วนปาล์มก็เล่นเป็นบทเพื่อนที่แสนดีของกิ๊งได้สุดจัดปลัดบอกจริงๆ ตั้งแต่ให้ยืมตัง คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ไปไหนด้วยกันตลอด เรียกได้ว่าพ่อพระของเรื่องเลยก็ว่าได้

.. ส่วนแก๊งเพื่อนสมทบอีกสามคนก็แสดงได้จี๊ดไม่เบา โดยเฉพาะ หนุ่มตี๋ สุขพัฒน์ นี่เห็นท่าทางความอินของแกที กรี๊ดแตกฮาลั่นกันทั้งโรงเลย ยิ้มเล่นจนสุดสายกันจริงๆ

(+) ทีมงานทำการบ้านมาดีมากๆ เรื่องประเด็นต่างๆ คำพูดจี๊ดๆโดนๆ ที่วัยรุ่นเคยเจอ เคยอยู่ในเหตุการณ์กันมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของ GDH อยู่แล้ว

(+) มุมกล้องในหนังถ่ายมุมสวยดี สีสดงดงาม เลือกเวลาและโลเกชั่นได้ดีมาก ยิ่งช่วงที่บินกันไปต่างประเทศนี่ ร้องว้าวเลยจริงๆ รู้สึกได้ถึงความลงทุนลงแรงของทีมงาน

(+) หนังเรื่องนี้ให้ประเด็นข้อคิดดีมาก ทั้งความเป็นเพื่อน การดำเนินชีวิต การเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง วิธีก้าวข้ามความกลัวด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ
จากเพื่อนสู่แฟนคือการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยง ซึ่งผลตอบแทนนั้นก็คุ้มสำหรับบางคน มีทั้งคนที่เจ็บช้ำ และมีความสุข และทำให้รู้ว่าบางครั้ง เฟรนโซน ก็ไม่ได้แย่เสมอไป แต่เป็นเพียงการเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับเรา ว่าจะทนอยู่แบบนี้ต่อไป หรือยอมตัดใจเดินหน้าไปพบปะกับคนใหม่ๆ ที่อาจรอคอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง
……
(-) มีช่วงที่การเล่าเรื่องเอื่อยนิดๆ เพราะโฟกัสที่สองตัวละครเพื่อนคู่ซี้ ปาล์ม-กิ๊ง มากเกินไป ใครที่ไม่ชอบลุค หรือคาแรกเตอร์สองคนนี้ก็อาจจะเอือมนิดๆ เพราะต้องเจอตลอดทั้งเรื่อง

(-) หนังอาจจะออกแนวเฉพาะกลุ่มไปสักหน่อย เน้นให้กำลังใจคนที่กำลังตกอยู่ในเฟรนโซน ใครมีความรักดีอยู่แล้ว อาจจะไม่อินไม่จี๊ด ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิด เท่าคนที่กำลังรอเหมือนพระเอก

โดยรวมเอาไป 8/10 เลยแล้วกัน เล่าเรื่องสนุกละมุนมาก มุมกล้องสวย รู้สึกได้ถึงความพิถีพิถัน ประเด็นวัยรุ่นมีการค้นคว้ามาอย่างดี มุกตลกเจ๋งฮาลั่นและจี๊ดทุกอัน การแสดงโคตรดีตีบทแตกละเอียด อินกันชนิดจะเครียด จะร้องไห้กันตามไปทั้งโรง แถมให้ข้อคิดจุใจจนเอาไปนอนกอดที่บ้านได้เลย
ถึงจะมีบางประเด็นที่อาจจะจบไม่เคลียร์ไปบ้าง และการเล่าเรื่องที่แอบเนือยบางจุด แต่โดยรวมแล้วก็เป็นหนังคุณภาพอีกเรื่องนึงเลยครับ ดูหนัง ไทย

ใครตามหนังค่าย GDH อยู่แล้วสมควรไปเก็บให้ครบอย่างยิ่ง หนังค่ายนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ปล. เรื่องนี้อาจไม่เหมาะสำหรับคนที่มีความรักที่ดีอยู่แล้ว หรือไม่เคยมีปัญหาด้านนี้ เพราะมีความคิดหลายอย่างในหนังที่คุณอาจขัดใจ และจะไม่อินเท่าที่ควร

รีวิว The Last Empress – จักรพรรดินีพลิกบัลลังก์ อย่าไว้ใจใครในวังหลวง

รีวิว The Last Empress – จักรพรรดินีพลิกบัลลังก์ อย่าไว้ใจใครในวังหลวง

ถ้า คุณเคยดูซีรีส์เกาหลี แนวย้อนยุคของเกาหลี จำได้หรือไม่ว่าการ ล่มสลาย ของแต่ละราชวง ศ์มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน คิดว่าสิ่งใด ที่จะทำให้ เกิดเหตุการณ์แบบนั้น หลายครั้งที่ดูซีรีส์เกาหลีย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นสมัยโครยอ ชิลลา หรือโชซอน พวกเราก็คงเคยชิน กับเรื่องราว อันแสนปวดหัว หลายรูปแบบ ที่เกิดในวังหลวง ใช่ไหมคะ แล้วถ้าเกิดว่าความวุ่นวาย ในวังหลวงแบบนั้น มาเกิดในยุคปัจจุบัน เรื่องราวในซีรีส์ จะเป็นยังไงกันนะ รีวิว The Last Empress

เรื่องย่อ

เรื่องราวสมมติ ในยุคการปกครอง ระบอบกษัตริย์ ในปี 2018 เน้นไปที่เรื่องราวชีวิต ของ โอซันนี่ (รับบทโดย จางนารา) หญิงสาว ที่ใฝ่ฝัน อยากเป็นนัก แสดงละครเวที จนในวันหนึ่งเธอได้แต่งงานกับองค์จักรพรรดิอย่างไม่คาดฝัน หญิงสาวเป็นคนที่ชอบมองหาความรักและความสุขที่แท้จริงในชีวิต หลังจากที่เธอเข้าได้ไปใช้ชีวิตดั่งฝันในพระราชวัง เธอกลับต้องต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆที่ไม่ได้โรยด้วย กลีบกุหลาบ อย่างที่หวังไว้ และได้พบกับ นาวังชิก (รับบทโดย ชเวจินฮยอก) องค์รักษ์ หนุ่มผู้มีนัย แอบแฝงกับภารกิจลับในการมาทำงานในครั้งนี้

จักรพรรดินีพลิกบัลลังก์ เป็นซีรีส์เกาหลี ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง SBS ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี ค.ศ. 2018 ปัจจุบันผู้ชมในไทยสามารถรับชมได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน Viu และ Netflix (สำหรับคนที่อยากดู Netflix บนจอใหญ่ ๆ จุใจ สามารถดูผ่านกล่อง trueid tv ได้แล้วนะจ๊ะ) มีทั้งหมด 26 ตอน

“หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงละครเวทีชื่อดัง แต่ชีวิตของเธอกลับผกผันได้อภิเสกสมรสกับองค์จักรพรรดิ เมื่อเธอก้าวขาเข้ามาในพระราชวังที่มองจากภายนอกดูสวยงาม เธอกลับพบความจริงบางอย่างซึ่งทำให้ราชวงศ์นั้นสั่นคลอน”
เนื้อเรื่อง

เหตุการณ์สมมติหากเกาหลีใต้ยังคงปกครองในระบอบกษัตริย์ โดยเล่าเรื่องราวของ องค์จักรพรรดิ์อีฮยอก (รับบทโดย ชินซองรก) ผู้เป็นที่รักของประชาชน ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูดี ประกอบกับความรู้ความสามารถรอบด้าน เขาจึงเป็นกษัตริย์ที่ประชาชนทุกคนมอบความรักให้อย่างไม่มีเงื่อนไข

รวมถึงสาวน้อยนักแสดงละครเวที โอซันนี่ (รับบทโดย จางนารา) หญิงสาวที่ติดตามผลงานดูหนังฟรีจนเรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวยงของฝ่าบาทอีฮยอกเลยก็ว่าได้ เมื่อโชคชะตาทำให้โอซันนี่ได้ใช้ชีวิตที่เธอไม่เคยกล้าใฝ่ฝัน คือการได้เคียงข้างอีฮยอกในฐานะองค์จักรพรรดินี โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเธอถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่าบาทที่เธอรักอย่างหมดหัวใจ

เพราะต้องการปกปิดความผิดที่ตนทำพลาดไป พระพันปีผู้เป็นแม่ที่คอยอยู่เบื้องหลังราชบัลลังค์จึงจัดการให้ลูกชายสวมบทฝ่าบาทผู้แสนดีที่เลือกแต่งงานกับหญิงสามัญชน แม้ว่าอีฮยอกจะมี มินยูรา (รับบทโดย อีเอลียา) ผู้ช่วยส่วนพระองค์ที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งเคียงข้างอยู่แล้ว

แต่เพราะต้องรักษาบัลลังก์เอาไว้เขาจึงต้องยอมเล่นละครตามคำสั่งไปอย่างไม่เต็มใจนัก ทางด้านมินยูราหญิงสาวผู้ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจฝ่าบาท รวมถึงช่วยปกปิดความผิดที่ฝ่าบาทฆ่าแม่เลี้ยงของเธอตาย และแม่เลี้ยงของมินยูราก็เป็นแม่แท้ๆ ของ นาวังชิก (รับบทโดย ชเวจินฮยอก) พี่ชายคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน

เมื่อแม่ของตนต้องมาตายอย่างไม่เป็นธรรม นาวังชิกจึงออกตามหาตัวฆาตกรและพบว่าคนๆ นั้นอยู่ในวังหลวง

โอซันนี่ที่กำลังเผชิญอันตรายรอบตัวในวังหลวงอย่างโดดเดี่ยวจึงได้พบกับนาวังชิกที่เปลี่ยนแปลงตัวเองและใช้ชีวิตในหนังออนไลน์ชื่อ ชอนอูบิน เขาหนีจากการตามล่าและเข้าวังมาเพื่อแก้แค้นให้แม่ของเขา ยิ่งโอซันนี่ถูกคนในวังหลวงรังแกมากเท่าไหร่ ภาพความเลวร้ายของผู้คนในวังก็เด่นชัดขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่ฝ่าบาท มินยูรา หรือพระพันปี

แต่ยังมีคนอีกมากที่พร้อมจะทำลายทุกคนที่มาขัดขวางอำนาจและผลประโยชน์ที่ตนควรจะได้ สุดท้ายแล้วตอนจบของราชวงศ์อันแสนวุ่นวายนี้จะเป็นอย่างไร ความรักที่โอซันนี่มีต่อฝ่าบาทจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ มาลุ้นไปพร้อมๆ กัน

การดำเนินเรื่อง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า เรื่องนี้ค่อนข้างน่าปวดหัวพอสมควร แต่ด้วยความเข้มข้นของบทและความฉลาดสุดๆ ของทุกตัวละครจึงทำให้เราพลาดไม่ได้สักวินาทีเดียว การวางแผนที่ดูเหมือนจะแยบยลและการทรยศหักหลังที่คาดไม่ถึง

รวมไปถึงการที่ผู้เขียนบทหักมุมในตอนต่าง ๆ ได้อย่างเก่งกาจจนเราหักตามแทบไม่ทันเลยทีเดียว เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแค่การแก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์หรือการแก้แค้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เรื่องนี้นำเสนอได้ดีมาก ๆ สิ่งหนึ่งก็คือ ความรัก ซึ่งเรื่องนี้จะแสดงให้เราเห็นว่า รักแบบนี้คือความรักที่จริงใจหรือแค่หลอกลวงกันแน่

แต่ที่น่าลุ้นสุดๆ แน่นอนว่าต้องเป็นตอนจบ สุดท้ายแล้วใครจะได้รับอำนาจและผลประโยชน์มากที่สุด แผนของใครที่จะชนะ บทสรุปของความวุ่นวายจะเป็นอย่างไร และความรักที่โอซันนี่มีให้ฝ่าบาทจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

นักแสดง

จางนารา รับบทเป็น โอซันนี่
หญิงสาวที่ใฝ่ฝันและรักในการเป็นนักแสดงละครเวทีมาตลอดชีวิต แต่ก็ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงในสายงานของเธอเองมากเท่าไหร่ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้กลายเป็นซินเดอเรลล่าแห่งชาติไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ชเวจินฮยอก รับบทเป็น นาวังซิก / ชอนอูบิน
เขาใช้พลังความแค้นทั้งหมดที่มี พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะเข้ามาเป็นองค์รักษ์ประจำสำนักพระราชวัง เพื่อหวังจะแก้แค้นให้แม่ของเขา

ชินซองรก รับบท องค์จักรพรรดิอีฮยอก
เป็นองค์จักรพรรดิที่ได้รับการเคารพจากประชาชนเป็นอย่างมากจากผลงานที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแกร่งขึ้นและยังมีรูปลักษณ์ภายนอกและการพูดจาที่ดูดี แต่เบื้องหลังกลับคลุกคลีกับการคอร์รัปชั่น ซึ่งแน่นอนว่านี่คือบทถนัดของนักแสดงหนุ่มคนนี้เลยทีเดียว

อีเอลียา รับบทเป็น มินยูรา
เธอเป็นผู้ช่วยที่ได้รับความไว้วางใจ และมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับองค์จักรพรรดิ อีกทั้งยังมีความทะเยอทะยานที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยที่ไม่สนว่าจะต้องแลกมาด้วยวิธีการใด

ชินออนคยอง รับบทเป็น พระมารดาขององค์จักรพรรดิอีฮยอก

โดยรวม

ถ้าให้เล่าเรื่องย่อของซีรีส์เรื่องนี้แบบสั้นที่สุด คงต้องเล่าว่าเป็นเรื่องของแม่ผัว-ลูกสะใภ้ เมียน้อย-เมียหลวง จะจัดซีรีส์เรื่องนี้จัดอยู่ในหมวดซีรีส์ “น้ำเน่า” ก็คงไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำให้ The Last Empress ต่างออกไปจากซีรีส์แนวเดียวกัน คือการดำเนินเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ก็พลาดไม่ได้สักตอน

เพราะยิ่งเรื่องดำเนินไปมากเท่าไหร่ ตัวละครแต่ละตัวก็จะมีพัฒนาการมากขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่หักมุมมากพอๆ กับซีรีส์สืบสวนสอบสวนเลยก็ว่าได้ แม้ปมปัญหาจะไม่ใช่เรื่องที่เดายากหรือซับซ้อนจนปวดหัว

แต่คนเขียนบทก็สร้างความประหลาดใจให้เราได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีเบื่อ แม้จะเดาได้ว่าต่อไปเรื่องจะเป็นยังไง แต่ก็มีหลายครั้งที่เดาผิดจนต้องอุทานขึ้นมาว่า “แบบนี้ก็ได้เหรอ”

นอกจากเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่เข้าใครออกใครไม่ว่าจะเป็นชนชั้นไหนแล้ว อีกเรื่องที่ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอออกมาได้ดีมากคือ “ความรัก” ที่เห็นชัดเลยก็คือความรักที่โอซันนี่มีต่อฝ่าบาท เธอเฝ้าถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าการที่เธอจะได้แต่งงานกับฝ่าบาทเป็นเรื่องจริงใช่ไหม

เธอจะคู่ควรกับฝ่าบาทหรือไม่ มันเป็นความรักที่ฝ่ายหนึ่งคอยเฝ้ามองคนที่รักมานาน จนกลายเป็นความผูกพันธ์ หลายคนอาจมองว่าโอซันนี่ไม่น่าไปหลงเชื่อฝ่าบาทตั้งแต่แรก

เพราะทั้งสองคนแตกต่างกันเกินไป แต่เรามองว่าการตัดสินใจของเธอเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะเธอได้รักใครคนหนึ่งจนหมดหัวใจ แม้สุดท้ายจะต้องเจ็บปวดก็ตาม แสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู เราบอกใบ้ให้นิดนึงว่าตอนหลังๆ มีการตั้ง #ทีมฝ่าบาท และ #ทีมองครักษ์ชอน เกิดขึ้นจ้า เท่านั้นไม่พอยังมีเลิฟไลน์อีกหลายๆคู่เป็นกำไรให้คนดูได้ฟินกันด้วย จะมีคู่ไหนบ้าง ต้องไปติดตามกันเอาเองน้า

ช่วงกักตัวนี้ หลายคนคงอยากหากิจกรรมแก้เบื่อแก้เซ็ง พอจะหาหนังดูก็ไม่รู้ว่าต้องดูเรื่องอะไร อุตส่าห์สมัคร Netflix ไว้ แต่ดันไม่มีเรื่องจะดูซะงั้น จากปัญหาเหล่านี้ วันนี้ผู้เขียนเลยมาแนะนำซีรีส์เกาหลีดูแก้เบื่อช่วงกักตัวกัน ซึ่งเรื่องที่จะแนะนำก็คือ……. The Last Empress จักรพรรดินีพลิกบัลลังก์ นั่นเองค่ะ ส่วนจะเป็นซีรีส์แนวไหน และมีเรื่องย่อเป็นยังไง เราไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

The Last Empress จักรพรรดินีพลิกบัลลังก์ เป็นซีรีส์เกาหลี ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง SBS ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี ค.ศ. 2018 ปัจจุบันผู้ชมในไทยสามารถรับชมได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน Viu และ Netflix (สำหรับคนที่อยากดู Netflix บนจอใหญ่ ๆ จุใจ สามารถดูผ่านกล่อง trueid tv ได้แล้วนะจ๊ะ) มีทั้งหมด 26 ตอน

The Last Empress จักรพรรดินีพลิกบัลลังก์ กล่าวถึง ประเทศเกาหลีใต้ในปี 2018 ที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ปัจจุบันมี องค์จักรพรรดิอีฮยอก เป็นประมุข ซีรีส์เรื่องนี้ได้เล่าถึงเรื่องราวของ องค์จักรพรรดิอีฮยอก (รับบทโดย ชินซองรก) ผู้ที่เป็นที่รักของประชาชน ด้วยภาพลักษณ์ที่อบอุ่น ดูดี และเข้าถึงง่ายเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชน ประกอบกับความสามารถที่รอบด้าน เขาจึงเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน รวมถึงนางเอกของเรื่องอย่าง โอซันนี่ (รับบทโดย จางนารา) นักแสดงละครเวทีสาวที่หลงใหลและหลงรักในตัวของ องค์จักรพรรดิอีฮยอก เรื่องราวอันไม่คาดฝันในชีวิตของ โอซันนี่ ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอได้แต่งงานกับองค์จักรพรรดิโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเธอนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อปกปิดความผิดที่จักรพรรดิอีฮยอกได้ทำไว้ หลังจากที่เธอเข้าไปใช้ชีวิตในวังในฐานะจักรพรรดินีได้ไม่นานก็ทำให้เธอเริ่มรู้แล้วว่า ชีวิตในวังของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด ระหว่างที่เธอต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในวัง ก็ได้พบกับ นาวังชิก(รับบทโดย ชเวจินฮยอก) ที่ใช้ชื่อ ชอนอูบิน สมัครเข้ามาเป็นราชองครักษ์ในวังเพื่อตามหาและแก้แค้นฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเขา ทั้งคู่ได้เห็นภาพความเลวร้ายของผู้คนในวังและเรื่องราวความผิดมากมายที่ได้ทำไว้ จึงร่วมมือกันเพื่อเปิดโปงความผิดนี้ให้ประชาชนได้รับรู้ สุดท้ายแล้วบทสรุปเรื่องราวอันแสนวุ่นวายนี้จะจบลงแบบง่ายดายหรือไม่นั้น ติดตามรับชมได้ในเรื่องเลยค่ะ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า เรื่องนี้ค่อนข้างน่าปวดหัวพอสมควร แต่ด้วยความเข้มข้นของบทและความฉลาดสุดๆ ของทุกตัวละครจึงทำให้เราพลาดไม่ได้สักวินาทีเดียว การวางแผนที่ดูเหมือนจะแยบยลและการทรยศหักหลังที่คาดไม่ถึง รวมไปถึงการที่ผู้เขียนบทหักมุมในตอนต่าง ๆ ได้อย่างเก่งกาจจนเราหักตามแทบไม่ทันเลยทีเดียว เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแค่การแก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์หรือการแก้แค้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เรื่องนี้นำเสนอได้ดีมาก ๆ สิ่งหนึ่งก็คือ ความรัก ซึ่งเรื่องนี้จะแสดงให้เราเห็นว่า รักแบบนี้คือความรักที่จริงใจหรือแค่หลอกลวงกันแน่ แต่ที่น่าลุ้นสุดๆ แน่นอนว่าต้องเป็นตอนจบ สุดท้ายแล้วใครจะได้รับอำนาจและผลประโยชน์มากที่สุด แผนของใครที่จะชนะ บทสรุปของความวุ่นวายจะเป็นอย่างไร และความรักที่โอซันนี่มีให้ฝ่าบาทจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องมานั่งดูและนั่งลุ้นกันแล้วล่ะค่ะ

สรุป

เป็นซีรีส์ที่ชวนปวดหัวแต่กลับดูได้เรื่อยๆ เห็นหลายคนบอกว่าดูรวดเดียวตั้งแต่ตอนแรกจนตอนล่าสุด ที่เป็นแบบนั้นก็อาจเป็นเพราะซีรีส์เรื่องนี้รวบรวมองค์ประกอบหลายอย่างที่ซีรีส์เกาหลีควรมี ทั้งความโรแมนติก คอมเมดี้ ดราม่า แอคชั่น สืบสวน เรียกได้ว่าดูเรื่องเดียวแต่ได้ครบทุกอารมณ์

เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ม้ามืดที่ได้รับความนิยมอย่างแต่เนื่องตั้งแต่เริ่มออกอากาศ จนล่าสุดก็ประกาศเพิ่มตอนจาก 48 ตอนเป็น 52 ตอนแล้ว เรามองว่าการเพิ่มตอนเป็นเรื่องที่ดีที่คนดูจะได้เห็นรายละเอียดของการคลี่คลายปมปัญหาในเรื่องอย่างชัดเจน และก็มองว่าตอนที่เพิ่มมาไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกว่าการดำเนินเรื่องช้าเกินไปหรือทำให้น่าเบื่อเลย ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว Sisyphus: The Myth ซีรีส์ทุนสูงแนวไซไฟ สนุกอย่างไรมาดูกัน

รีวิว Sisyphus: The Myth ซีรีส์ทุนสูงแนวไซไฟ สนุกอย่างไรมาดูกัน

สรุป

รีวิว ซีรีส์ที่ยำหนังไซไฟหลายเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน จนขาดเอกลักษณ์จุดเด่นของตัวเอง แถมฉากแอ็กชั่นกับ CG มีปัญหาค่อนข้างหนัก จนกลายเป็นงานสร้างเรื่องนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งๆ ที่สองดารานำคือระดับท็อป เรียกว่าเสียของมาก แต่ถ้าต้องการดูดาราทั้งคู่หรือใครคนใดคนหนึ่งก็ถือว่าได้อยู่ โดยเฉพาะพัคชินฮเยที่เรื่องนี้เล่นฉากบู๊แอ็กชั่นแบบลองเทค โชว์สกิลบู๊สดที่คุณจะได้ไม่ได้เห็นจากเรื่องอื่นมาก่อน

ตัวเรื่องช่วงหลังเน้นแนววนลูปเวลาแก้ปัญหาเหตุการณ์แบบไทม์พาราด็อก ซึ่งก็เหมือนจะวางไว้ดีมีความสนุกกว่าช่วงแรกที่พยายามเน้นไปทางแอ็กชั่น แต่บทสรุปสุดท้ายของเรื่องไม่แฮปปี้เอนดิ้ง แล้วยังทิ้งปมค้างไว้ ในแบบชวนงงจนเหมือนพล็อตโฮล

จุดเด่น

แนวไซไฟย้อนเวลาแบบคนเหล็ก
สองดารานำในบทแปลกใหม่น่าติดตามสำหรับแฟนๆ
ปมลึกลับเยอะ แต่เฉลยไว
คาแรกเตอร์พระเอกพยายามเลียนแบบโทนีสตาร์คของมาร์เวล
ฉากบู๊แบบลองเทคของพัคชินฮเย

จุดด้อย

ฉากแอ็กชั่นกับฉากไล่ล่าที่ไม่สมเหตุผลตลอดเรื่อง
งาน CG ต่ำกว่ามาตรฐานเกาหลีด้วยกันเอง
ตัดฉากไคลแม็กซ์ข้ามเรื่องไปหลายครั้งแบบไม่มีเหตุผล
ทฤษฎีไซไฟในเรื่องค่อนข้างสับสน มีพล็อตโฮลหลายครั้ง
ตัวละครพูดกับกระทำไม่ตรงกันแบบไม่มีคำตอบให้คนดูเข้าใจได้
ความพยายามให้เรื่องดูตลกแทรกเรื่อยๆ แบบมาร์เวล แต่กลายเป็นขัดกับเนื้อเรื่องที่ต้องจริงจัง

ซีรีส์ที่ได้ดารานำระดับแนวหน้าอย่าง Cho Seung-Woo กับ Park Shin-Hye พร้อมพล็อตแนวไซไฟที่ดูใหญ่โต เมื่ออนาคตล่มสลาย และในอนาคตมีเครื่องย้อนเวลากลับมายังอดีตได้ พระเอกฮัลแทซูล เจ้าของบริษัทควอนตัมแอนด์ไทม์ที่ใหญ่สุดในเกาหลีที่สูญเสียพี่ชายไปในอดีต จากการไม่เชื่อว่าสิ่งที่พี่ชายเล่ามาเรื่องคนแปลกๆ ในปะปนอยู่ในสังคมและกำลังตามล่าเขากับพี่ชายอยู่ จนเป็นบาดแผลในใจทำให้เขาทำตัวเละเทะไม่สมกับตำแหน่งประธานบริษัทตลอดมา จนวันหนึ่งเขากลับได้พบเบาะแสหลักฐานว่าจริงๆ แล้วพี่ชายของเขาอาจจะยังอยู่ พร้อมกับมีปริศนาและเรื่องแปลกๆ หลายอย่างที่เกิดมาพร้อมกัน ทั้งหน่วยงานลึกลับของรัฐบาลที่ตามจับตัวเขา กับกลุ่มปริศนาที่ติดต่อกับพี่ขายที่หายไป หญิงสาวลึกลับที่ปรากฎตัวมาเพื่อเขาจะการตามล่า โดยที่มีรูปถ่ายปริศนาว่าเขากับเธอแต่งงานโดยไม่ได้รู้จักกันมาก่อน

ตำนานโกงความตายของ Sisyphus ซิซิฟัส

ชื่อเรื่องนี้มาจากตำนานเทพกรีกโบราณ ชื่อเรื่องอ่านว่า “ซิซีฟัส” เป็นพระราชาจอมเจ้าเล่ห์ที่โกงความตายฟื้นขึ้นมาด้วยการหลอกลวงเทพ จนสุดท้ายถูกลงโทษนำไปนรกลงโทษด้วยการให้เข็นหินก้อนใหญ่ขึ้นเขาจนหินไหลลงมาทับตายแล้วฟื้นใหม่เป็นวัฏจักรไม่มีได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป ตามภาพในไตเติลของเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าคงอิงกับเหตุการณ์ในเรื่องที่ยังไม่มีอธิบายในตอนนี้ แต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องความตายของพระเอกที่ในอนาคตเขาไม่อยู่แล้ว และมีคนกลับมาช่วยจนฟื้นขึ้นมาเหมือนเรื่องของซิซิฟัส

พล็อตเรื่องยำใหญ่จนแทบไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง
ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนการยำจุดขายของหนังไซไฟฝรั่งหลายๆ เรื่องมารวมกัน อย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ โครงเรื่องนักรบย้อนเวลามาปกป้องคนสำคัญในอดีตที่กลายเป็นคนสำคัญในโลกอนาคต มาจากคนเหล็กแน่นอน และไม่ใช่แค่เอาโครงเรื่องมา แต่รายละเอียดอย่างการย้อนเวลามาต้องแทบไม่ใส่เสื้อผ้าก็แทบเหมือนกัน แม้หลักการย้อนเวลาของเรื่องจะอ้างอิงแนวควอนตัม (จริงๆ ก็แค่อ้างมามั่วๆ) ว่าเป็นการโอนย้ายสสารข้ามเวลา เหมือนเครื่องย้ายมวลสาร นางเอกที่ย้อนเวลามาปกป้องพระเอกก็เป็นหญิงแกร่ง บู๊สดมือเปล่าสู้กับคนมีปืนได้สบายๆ รวมถึงใช้อาวุธได้อย่างคล่องแคล่ว สกิลเอาตัวรอดก็จัดจ้านรอบด้าน โดยมีพวกที่ย้อนเวลามาตามล่าพระเอก กับพวกที่แฝงตัวปะปนอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องก็ทำมาแนวองค์กรลับปกปิดตัวเเอง พร้อมเก็บกวาดคนที่รู้เห็นหรือบังเอิญไปข้องแวะกับคนที่เดินทางย้อนเวลากลับมา (ตามสูตรเดิมๆ)

พอเรื่องเน้นยำเอาหลายๆ อย่างมารวมกัน ก็เลยกลายเป็นซีรีส์ที่พยายามใส่ปมไว้มากมาย แต่เรื่องกลับถูกเล่าแบบสะเปะสะปะแตกย่อยปนกันไปหมด มีความย้อนแย้งของบทกลับไปกลับมา ทั้งตัวหลักนางเอกที่ก่อนมาพ่อย้ำหนักหนาสารพัดห้ามพูดคุยติดต่อกับใครบลาๆ แต่พอมาถึงกลับทำตัวเหมือนปกติ พูดคุยติดต่อพยายามช่วยพระเอก แม้แต่ตัวร้ายก็มีเป้าหมายไม่แน่ชัด เดี๋ยวก็จะฆ่าพระเอกให้ตาย เดี๋ยวก็ไม่สนใจปล่อยไป ขนาดฉากไล่ล่าต่อเนื่องยิงถล่มกะเอาให้ตาย พอพระเอกจนมุมกลับล้อมไว้เจรจาให้มอบตัว หรือแม้แต่หลักการไซไฟหลักของเรื่องย้อนเวลา ในเรื่องนางเอกหรือคนอื่นๆ ก็บอกว่าไม่สามารถเปลี่ยนอนาคตได้ แต่ในเรื่องกลับย้อนเวลามาแก้อดีตเปลี่ยนอนาคตกันอยู่ดี ซึ่งความย้อนแย้งกลับไปมาของเรื่องนี้มีมาตลอดที่รับชมตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนปัจจุบันที่เขียนรีวิว (EP8)

จุดขายคือ สกิลความสามารถของพระเอกนางเอก
ตัวเรื่องพยายามเน้นจุดขายที่ความสามารถของดารานำ พระเอกฮันแทซูลสามารถใช้สิ่งของรอบตัวมาดัดแปลงด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ให้เป็นอาวุธได้ ซึ่งถ้าคนอายุมากหน่อยคงคุ้นมากว่าเหมือน แมคกายเวอร์ ยอดคนสมองเพชร ซีรีส์เก่าดังในตำนานเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เพราะเหมือนเป๊ะกระทั่งฉากทำระเบิดแป้ง หรือเอาขวดโค๊กมาอัดยิงใส่ตัวร้าย ซึ่งในอีกมุมก็แอบมีคาแรกเตอร์ที่คล้ายโทนีสตาร์คด้วยเหมือนกัน และพยายามให้ติดตลกอยู่ตลอดกับทุกเรื่อง แม้ยามคับขันหนักๆ ก็ยังแบ่งเวลายัดมุกตลกเข้ามา จนรู้สึกแปลกๆ เพราะขัดแย้งกับเหตุการณ์ในเรื่องที่ซีเรียสมาก อย่างซีนเปิดตัวเครื่องบินจะตกในสามนาที แต่มีเวลาคุยโทรศัพท์เล่นเกินเวลาเครื่องตกซะอีก

ส่วนนางเอกก็ขายน้องผัก Park Shin-Hye กันเต็มที่ ซึ่งเธอเป็นดาราขวัญใจคอเกาหลีทั้งหนังและซีรีส์ ที่ช่วงหลังมาลง Netflix ติดๆ กันอย่างหนัง The Call สายตรงต่ออดีต ที่พึ่งจบไป หลายคงมาดูเรื่องนี้เพราะเธอล้วนๆ (อีกกลุ่มก็คือดูพระเอกที่เล่น Stranger มาก่อน) ซึ่งบทของเธอเป็นผู้ปกป้องพระเอก จึงรับหน้าที่บู๊แหลกแทนพระเอกที่ไม่ได้สู้ด้วยกำลังโดยตรง แม้แต่ปืนพระเอกก็ไม่ใช้ (หรือใช้ไม่เป็นด้วย) ซึ่งผู้กำกับก็เหมือนอยากขายจุดนี้สุดๆ ถึงขั้นทำฉากแอ็กชั่นลองเทคให้เธอเล่นหลายครั้ง เรียกว่าแทบทุกครั้งเลยดีกว่าที่บทบู๊ตกเป็นของเธอ และเป็นแนวลองเทคยาวหรือสั้นเกือบทั้งหมด ซึ่งก็ยอมรับว่าดูดี แม้จะดูมีจังหวะหน่วงๆ ของคิวบู๊นางเอกกับคนที่โดนอัดอยู่บ้าง แต่รวมๆ ก็ดูมันส์ต่อเนื่องผ่านเลย เธอเล่นได้สมจริงในจุดที่ยอมรับได้ เพราะเธอก็ไม่ใช่ดาราสายนี้โดยตรง ซึ่งแฟนๆ ที่ติดตามมาดูก็จะได้เห็นอะไรใหม่ๆ จากปกติที่เธอไม่เคยเล่นมาก่อนด้วย

ปัญหาหนักสุดของเรื่องคือฉากแอ็กชั่นที่ไม่น่าเชื่อถือ
แม้คิวบู๊ของนางเอกจะดูดีก็จริง แต่ว่ากลับกลายเป็นปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะผู้กำกับสักแต่จะใส่จำนวนคนมาตามล่าพระเอกนางเอก คือเน้นเยอะมากๆ ไว้ก่อนทุกครั้ง แต่กลายเป็นว่ากลับรุมสู้นางเอกมือเปล่าไม่ได้เลย มีคนถือปืนเป็นสิบก็ไม่ยิง ยิงไม่โดนบ้าง ตัดฉากมาคนหดหายไปจากที่โชว์ตอนแรกก็มี แบบทำเอาคนดูที่แม้จะไม่ใส่ใจอะไรมากก็ยังต้องตะหงิดกับความไม่สมจริงหลุดๆ หลายอย่างในฉากแอ็กชั่นของเรื่องนี้ แล้วฝ่ายตัวร้ายที่มีหลายกลุ่ม มีปืนกันทุกคนก็ไม่ค่อยฉลาด ทำอะไรแปลกๆ เอ๋อๆ ให้พระเอกนางเอกเอาตัวรอดไปได้เสมอ แม้กระทั่งฉากสไนเปอร์ส่องหัวพระเอกก็ยังรีรอนานไม่ยิง พอยิงก็พลาดแบบโง่ๆ จนเหมือนแค่ต้องการใส่ฉากพวกนี้มาเพื่อให้พระเอกนางเอกได้โชว์บู๊กับกึ๋นเท่านั้น

เนื้อเรื่องอลังการ แต่งาน CG กลับทุนต่ำ
ปัญหาอีกจุดของเรื่องที่เห็นเด่นชัดคู่กับฉากแอ็กชั่นคือ CG ประกอบที่ต่ำกว่ามาตรฐานซีรีส์ดารานำระดับนี้ เทียบระดับกับ The King Eternal Monarch จอมราชันบัลลังก์อมตะ ที่เป็นแนวไซไฟเน้น CG ยังห่างกันมาก CG มีหลุดลอยเห็นกันตั้งแต่เปิดเรื่องฉากเครื่องบินตก บางฉากลอยจนเรียกว่ามาตรฐานละครไทยเลยก็ได้ แถมยังใช้วิธีการตัดข้ามฉากช่วงไคลแม็กซ์ต่างๆ ออกไป เหมือนลดทุนการทำ CG ช่วงนั้น อย่างฉากเครื่องบินแลนดิ้งในตอนแรกก็หายไปเฉยๆ

รีวิว Sisyphus: The Myth ซีรีส์ทุนสูงแนวไซไฟที่เต็มไปด้วยจุดบกพร่อง (อัพเดทจบ) 7

เรื่องราวในโลกอนาคตกับ CG ที่ดูดี
CG ที่มีปัญหาจะเป็นส่วนของโลกในปัจจุบัน แต่ในส่วนของอนาคตที่เกิดขึ้น เรียกว่าเป็นพาร์ทการใช้ชีวิตของนางเอกในโลกที่ล่มสลายแล้วที่ถูกตัดสลับเล่ามาเรื่อยๆ ถือว่าทำได้ดี ภาพมุมกว้างมุมสูงเห็นเมืองที่รกร้างทำออกมาสวย แตกต่างกับงาน CG ในโลกปัจจุบันหลายๆ ฉากไปเลย และก็ช่วยซัพพอร์ทให้เนื้อเรื่องให้น่าสนใจและดูดีกว่ามาก

พาร์ทความรัก
แน่นอนว่าคนดูเกาหลีส่วนใหญ่คงคาดหวังตรงนี้ไว้แทบทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็ใส่มาตั้งแต่แรกว่ามีภาพถ่ายของทั้งคู่ในงานแต่งในอนาคตรอไว้แล้ว ยังไงเรื่องก็คงต้องจบไปในแนวแฮปปี้เอนดิ้งแน่นอน โดยระหว่างที่นางเอกเดินทางกลับมาช่วยพระเอกก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันมาก่อน แต่เป็นภารกิจสำคัญที่นางเอกต้องทำเพื่อหยุดหายนะของโลกในอนาคต ซึ่งนิสัยห้าวๆ ของนางเอกก็ไม่ใช่สเป็คพระเอก แต่ว่าเรื่องก็เดินไปแบบให้ทั้งสองคนเป็นเหมือนคู่กัดกันตลอดเวลา แต่ก็ช่วยเหลือกันแหละกัน และงอกเงยมาเป็นความรัก ซึ่งก็พล็อตเดียวกับคนเหล็กเป๊ะๆ แม้เรื่องจะยังไม่กุ๊กกิ๊กหวานแหววอะไรมากเพราะเดินเรื่องด้วยฉากแอ็กชั่นมากกว่า แต่เรื่องความรักก็เป็นจุดขายสำคัญของเรื่องเช่นกัน ดารานำทั้งสองคนก็ถือว่าเคมีไปกันได้ แม้ฝ่ายชายอาจจะไม่ได้หล่อศัลแบบดารารุ่นหลังๆ ก็ตาม

ตัวเรื่องจริงพึ่งเริ่มตอน 7
เนื้อเรื่องช่วงแรกที่ผ่านมา 6 ตอนเหมือนแค่พยายามปูแบ็คกราวด์ทฤษฎีต่างๆ ไว้ ซึ่งก็ค่อนข้างสับสนว่าตัวเรื่องจะไปทางไหนกันแน่เพราะมันมีความขัดแย้งกันเองในหลายจุด จนมาช่วง EP7 ถึงค่อยเห็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ซึ่งตัวเรื่องก็สนุกกว่าที่ผ่านมา และก็ได้เห็นกระบวนการของการย้อนเวลากลับมาว่ามาทำอะไรทั้ง และอะไรที่ทำได้ ทำไม่ได้มั่ง ทั้งในส่วนของตัวร้ายและกลุ่มอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องความสมเหตุผลของเรื่องก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นเดิม

ตัวร้ายหลักของเรื่องแนวเดียวกับ การ์ตูนทเวนตี้เซนจูรี่บอย (มีสปอยล์)
ใครที่สงสัยว่าตัวร้ายหลักซิกม่าเป็นใคร และสำคัญยังไง ตั้งแต่นี้ไปคือสปอยล์ที่มาของเรื่องราวในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นพล็อตเรื่องเดียวกับการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง ทเวนตี้เซนจูรี่บอย ของอาจารย์ นาโอกิ อุราซาว่า เจ้าของแนวการ์ตูนลึกลับเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิด ซิกม่าในเรื่องนี้ก็คือเพื่อนในวัยเด็กของพระเอกฮันแทซุล ที่เป็นเด็กมีปมอยากได้รับการยอมรับ ชอบทำนายอนาคต แต่กลับใช้วิธีสร้างเหตุการณ์นั้นขึ้นมาเอง และก็เอาฮันแทซุลมาเป็นเป้าหมายของชีวิตว่าจะเหนือกว่าให้ได้ และก็ได้โอกาสในอนาคตย้อนเวลากลับมาสร้างเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นไปแบบที่ตัวเองทำนายไว้ตอนเด็ก

ช่วงหลังของเรื่องคือ พล็อตแนววนลูปเวลา
ตัวซีรีส์ในช่วงแรกพยายามเน้นฉากแอ็กชั่นมากมายเป็นจุดขาย แต่หลังจากเปิดตัวร้ายซิกม่า เรื่องราวจะเริ่มมาเน้นที่การวนลูปเวลาว่าเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นได้ยังไง แม้ตอนแรกของเรื่องจะมีประโยคที่ว่า อนาคตเป็นเงาสะท้อนของอดีต อันหมายถึงอนาคตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะพยายามไปเปลี่ยนมัน ซึ่งตัวเรื่องก็จะค่อยๆ เผยให้เห็นเหตุการณ์ในอนาคตที่เชื่อมกลับมายังอดีต และก็มีการข้ามเวลาหรือส่งข้อความจากอดีตเพื่อให้ผู้รับสารในอนาคตกลับมาช่วยตัวเอง ซึ่งซิกม่าตัวร้ายหลักของเรื่องเป็นคนวางแผนการนี้ไว้ทั้งหมด

สปอยล์ตอนจบของเรื่อง
ซีรีส์ใช้วิธีการเล่าเรื่องแนววนลูปเวลาตามชื่อตำนาน Sisyphus แม้เรื่องจะถูกวางไว้ให้เข้าใจว่าตัวพระเอกแก้อนาคตที่เกิดหายนะนิวเคลียร์ได้แล้ว โดยการย้อนกลับมาช่วยตัวเองกับนางเอกอีกรอบ ซึ่งก็ดูเหมือนได้ผล ซิกม่าตาย แต่เรื่องกลับพลิกไปว่าเพื่อนของพระเอกมาแทนการกระทำของซิกม่า และบังคับให้พระเอกเขียนโค๊ดอัพโหลดเดอร์เพื่อจะย้อนกลับไปเหตุการณ์เดิม แต่สุดท้ายพระเอกตัดสินใจยิงตัวตายก่อน โค๊ดไม่สำเร็จหายนะของโลกจึงไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่มาจากอนาคตจึงหายไปหมด แม้แต่นางเอก แต่แล้วพระเอกกลับตื่นขึ้นมาบนเครื่องบินในตอนแรกเริ่มเรื่อง พร้อมกับมีนางเอกอยู่เคียงข้าง แต่เหมือนจำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้ ส่วนพระเอกคิดว่าตัวเองหลอนไปจากยากล่อมประสาที่เคยใช้ แต่ก็ทิ้งยาไป เลือกอยู่กับสิ่งที่เห็น ซึ่งนางเอกก็อาจจะเป็นได้ทั้งภาพหลอนหรือตัวตนจริงๆ ก็ได้

ต่อจากนั้นเรื่องมาเฉลยเพิ่มว่า ซิกม่าย้อนกลับมาแก้ไขเหตุการณ์อีกครั้ง (ซิกม่าในช่วงเวลาอื่นที่ยังมีอัพโหลดเดอร์) และก็เปลี่ยนแผนเตรียมขึ้นมาเป็นประธานควอนตัมแอนด์ไทม์แทนพระเอก ซึ่งเหตุการณ์ก็คงวนเวียนกลับไปคล้ายๆ แบบเดิมอีกครั้ง เมื่ออัพโหลดเดอร์ถูกสร้างขึ้นมาอีกรอบในอนาคตใหม่ครั้งนี้ ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว | When the Camellia Blooms : วันที่ดอกไม้เบ่งบาน … ในใจแม่

รีวิว | When the Camellia Blooms : วันที่ดอกไม้เบ่งบาน … ในใจแม่

รีวิว “สำหรับสายหวานน้อย ไม่นิยมเรื่องรักโรแมนติคอย่างเรา ความน่าประทับใจของเรื่องนี้กลับเป็นการเปลี่ยนโหมดจากเรื่องการเติมเต็มความรัก ให้ผู้หญิงชีวิตอาภัพคนหนึ่ง เป็นเรื่องราวความรักหลากรูปแบบของคนเป็นแม่ เรื่องราวความยากลำบากและความในใจมากมายที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องแบกรับเมื่อเปลียนสถานะกลายเป็นแม่คน”

When the Camellia Blooms (동백꽃 필 무렵)

synopsis – เรื่องย่อ
คนทั้งชุมชนเรียกเธอว่า ทงแบค (รับบทโดย กงฮโยจิน ผลงาน : It’s Okay, It’s Love / Jealousy Incarnate / Master’s Sun) มันคือชื่อบาร์ที่เธอเปิดในถนนที่เต็มไปด้วยร้านปูดองในเมืองชายทะเลแห่งหนึ่ง เธอย้ายมาอยู่ในเมืองนี้เมื่อ 6 ปีก่อน พร้อมกับลูกชายที่ยังแบเบาะ แม้จะอยู่ที่นี่มานานถึง 6 ปี ก็ไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เธอยังคงเป็นคนอื่น เป็นผู้หญิงที่ถูกมองไม่ดี เพราะเธอ เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ขายเหล้าคนเดียว ในร้านที่เต็มไปด้วยลูกค้าผู้ชาย

เธอใช้ชีวิตเรียบๆกับลูกชายของเธอ (รับบทโดย คิมคังฮุน ผลงาน : Mr. Sunshine / Hotel Del Luna / My Wife’s Having An Affiar This Week) แม้จะโดนกลั่นแกล้งหรือเขม่นบ้าง แต่เธอก็อยู่ในเมืองนี้มาได้ถึง 6 ปี จนวันหนึ่งเธอได้พบกับ ฮวางยงชิก (รับบทโดย คังฮานึล ผลงาน : Moon Lovers / Misaeng / Angel Eyes) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่โดนเด้งมาจากโซล ความจริงเขาเป็นคนเมืองนี้ และเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมมาตั้งแต่เด็ก จนได้รับรางวัลพลเมืองดีมากมาย และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกรณีพิเศษ

ยงชิก ที่ทงแบคมองว่าเป็นผู้ชายประหลาด ความจริงเป็นเพียงชายหนุ่มคนซื่อที่แอบชอบเธอตั้งแต่แรกเจอ และแม้เขาจะต้องตกใจที่ได้รู้ว่าเธอคือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นเจ้าของบาร์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนใจ ยิ่งเมื่อเขาพบว่าเธอโดนชาวบ้านกลั่นแกล้ง นั่นยิ่งทำให้เขาอยากเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่งก็ยังดี

แต่เหมือนว่าชีวิตที่สงบสุขของทงแบคจะวุ่นวายกับคนแปลกๆอย่างยงชิกไม่พอ พ่อของลูกซึ่งเป็นนักกีฬาคนดังระดับประเทศ (รับบทโดย คิมจีซอก ผลงาน : 20th Century Boy and Girl / Rebel: Thief Who Stole the People) ที่แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ก็ทำท่าจะกลับเข้ามาในชีวิต แล้วยังมีชายขี้เหนียวที่เรียกร้องความสนใจจากเธอในแบบแปลกๆ… ชีวิตของเธอที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “คนดี คนเลว และ คนขี้เหนียว” จะวุ่นวายขนาดไหน ติดตามเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ในชุมชนเล็กๆได้ใน When The Camellia Blooms…

เรื่องย่อซีรีส์ When the Camellia Blooms
ถ้าเอาแบบย่อสุดๆ ก็คงเล่าได้ประมาณว่า มันเป็นเรื่องของย่านองซานที่จุดศูนย์กลางมันเล่าเรื่องของร้านเหล้าของนางเอกที่ชื่อเหมือนดอกไม้ และเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องซึ่งพระเอกที่เป็นตำรวจกำลังช่วยตามสืบอยู่

แต่ถ้าเอาแบบยาวๆ ก็เล่าได้อีกแบบ…
ทงแบค (Kong Hyo Jin จากซีรีส์ The Master’s Sun และ The Producers ) เธอเป็นสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในย่านองซาน เธอเช่าที่เปิดร้านเหล้า(แบบที่ไม่มีสาวนั่งดื่มเป็นเพื่อน)ที่ชื่อเป็นดอกไม้ว่า ‘คามิลเลีย’ นอกเหนือจากการเป็นเจ้าของร้านแล้วเธอก็ยังมีภาระหน้าที่เลี้ยงลูกชาย พิลกู (Kim Kang Hoon จากหนัง Exit และ Metamorphosis, ซีรีส์ Kingdom Season 2, Romance is a Bonus Book, Hotel Del Luna และ Mr. Sunshine ) ด้วย
แต่ย่านนี้ก็ตำรวจอยู่คนหนึ่งที่แต่ก่อนทำมาหากินอะไรก็ช่างเหอะ แต่เป็นพวกเห็นเหตุร้ายไม่ได้ ต้องออกไปจัดการด้วยตัวเองทุกที ในที่สุดก็ได้เป็นตำรวจในกรุงโซลสมใจ แต่เพราะความหุนหันไม่คิดหน้าคิดหลังนี่แหละ สุดท้ายจึงถูกลดขั้นและกลับมาตายรังที่เก่า เล่าซะยาว ตาคนนี้น่ะแกชื่อ ฮวังยงซิก (Kang Ha Neul จากซีรีส์ The Heirs และ Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo )

และตายงซิกคนนี้นี่แหละที่มาถูกชะตาเจ้าของร้านสาวสวยอย่างทงแบคเข้า ที่นี้ก็ต้องสู้รบปรบมือกับชายคนอื่นที่มายุ่งเกี่ยวกับเธอไงล่ะ

แต่หนึ่งในนั้น กลับมีชื่อของ คังจงรยอล (Kim Ji Suk จากซีรีส์ Personal Taste, My Shy Boss และหนัง 200 Pounds Beauty) นักเบสบอลมีชื่อผู้ที่เคยเป็นแฟนเก่าของทงแบค เขากลับมาเจอกับเธออีกครั้งโดยบังเอิญ และได้รับรู้ว่าเขาคือพ่อของพิลกู

และเรื่องราวมันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่เคยอื้อฉาวในเขตองซานกำลังจะกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งโดยมีชื่อของทงแบคในฐานะ ‘เหยื่อ’

รีวิว ซีรีส์ When the Camellia Blooms
หนังเริ่มต้นตอนด้วยเหตุฆาตกรรมหนึ่งพร้อมเบาะแสว่าน่าจะเป็นใคร ก่อนจะหันกลับไปเล่าเรื่องตามปกติ ด้วยคอนเซ็ปต์เรื่องราวของคนในย่านเดียวกันที่มีลักษณะคล้ายสังคมไทยอยู่ไม่น้อย พวกเขามักจะมีปัญหาจากความเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง ทั้งยังชอบจับกลุ่มนินทา

เรื่องราวของคนในละแวกเดียวกัน พัวพันฆาตกรต่อเนื่อง
เรื่องราวในนั้นไม่ได้มีแต่การดำเนินชีวิตในย่านที่ผู้คนรู้จักกันใกล้ชิดเท่านั้น มันยังมีเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องที่ใกล้ชิดกับนางเอกของเราอีกด้วย เวลาฆ่าใครเขาก็มักจะเขียนคำว่า ‘อย่ามาทำเป็นตัวตลก’ ไว้ในที่เกิดเหตุด้วย คนในย่านนั้นถึงได้เรียกเขาว่า ‘ฆาตกรตัวตลก’

ในแต่ละตอนจะมีฉากที่เป็นเบาะแสอยู่ด้วยเสมอ ทำให้เราต้องติดตามไปเพื่อจะได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว ฆาตกรคนนี้เป็นใคร เป็นคนในละแวกนี้หรือเปล่า และคนที่ตายนั่นใช่คนที่เราคิดหรือไม่

สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือเรื่องของการจัดแสง โดยเฉพาะตอนกลางคืนนี่แสงสวยทุกช็อตเลย ไตเติลตอนเริ่มเรื่องก็สวย เป็นภาพวาดสีหวานๆ ที่นำมาจากภาพจริง ทำให้บางทีก็ไม่ได้ข้ามผ่านไตเติลไป

แม่เลี้ยงเดี่ยว กับพวกผู้ชายที่มาวุ่นวาย
ทงแบคเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่กลายเป็นขี้ปากของคนไปทั่วทั้งย่าน แถมเธอยังเลือกจะทำร้านเหล้า ยิ่งทำให้เธอเป็นขี้ปากมากไปอีกเมื่อบรรดาเมียที่ผัวไปกินเหล้าร้านเธอ บางส่วนก็ดันไปติดพันกับเธออีกต่างหาก ทั้งๆ ที่ตัวตนของทงแบคเป็นแค่เด็กกำพร้าที่แม่ทิ้งไว้ เป็นผู้หญิงที่ผิดหวังกับความรักในครั้งเก่า ต้องทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและลูก เป็นคนเงียบๆ จิตใจดี ยิ้มสู้ ไม่พูดจาอ้อมค้อม ไม่ก่อปัญหากับใคร และไม่คาดหวังในความรักใดๆ อีก

เธอได้พบกับตำรวจหนุ่มยงชิกที่ตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น ชายผู้เสนอตัวเข้ามาเป็นแฟนเป็นการ์ดคุ้มกันที่เธอไม่ต้องการ แต่เขาคือคนที่เข้าใจและเข้าถึงลูกชายของเธอที่สุด ความสัมพันธ์ของเขากับเธอเริ่มมาจากตรงนั้น แม้เธอจะยับยั้งมันเอาไว้ แต่ก็มีตัวแปรใหม่เข้ามาพัวพัน

หญิงสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างทงแบคมีเสน่ห์มากพอจะทำให้แม่บ้านหลายคนรู้สึกอิจฉาและไม่ไว้ใจ แถมผู้ชายอย่าง โนกยูแท (Oh Jung Se) ที่มักจะกินเหล้าร้านคามิลเลียอยู่บ่อยก็มีท่าทีเช่นนั้นด้วย เขารู้สึกว่าตนเองถูกเมียผู้เป็นทนายความข่มและกดหัว จึงมักแสดงท่าทีใหญ่โตและแสวงหาคำเยินยอจากผู้อื่นอยู่เสมอๆ คาดหวังอยากจะเป็นผู้ว่าขององซาน

แต่เขาไม่เคยได้สิทธิพิเศษอะไรจากทงแบคเลยสักครั้งเดียว
แง่มุมเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตที่โดนหัวใจ
เราได้เห็นความคิดความรู้สึกของคนเล็กๆ ในสังคมที่หลายความคิดสะกิดหัวใจเราไม่มากก็น้อยเหมือนกัน คนบางคนมองว่าตัวเองเป็นคนอาภัพ ความปรารถนาของคนๆ นั้นชวนสะเทือนใจไม่เบาเลยนะ เขาบอกว่าเขาอิจฉาอาชีพบางอาชีพที่ได้รับคำขอบคุณตลอดเวลา เพราะเขาอยากได้คำพูดเช่นนั้นบ้าง

ตั้งแต่เกิดมาคงไม่มีใครเอ่ยคำ “ขอบคุณ” กับเขาเลยสินะ

นอกจากจะเล่าเรื่องของคนที่ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นแล้ว ก็ยังบอกเล่าถึงการมองคนจากภายนอก และตัดสินคนตามค่านิยมที่ส่งต่อกันมา คนที่เป็นเด็กกำพร้า คนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คนที่เปิดร้านเหล้า คนที่หน้าตาดีกว่าคนอื่นเขาหน่อย ทั้งหมดรวมกันอยู่ในทงแบคคนเดียว ทำให้เธอต้องรับภาระการเป็นขี้ปากกันไป ไม่พอ เธอยังต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องอีกด้วย

เป็นซีรีส์ที่ให้กำลังใจมนุษย์ทุกคนที่เกิดพร้อมกับความอาภัพ มีไม่เท่าคนอื่น ถูกสังคมโถมทับ ให้พวกเขามีแรงที่จะต่อสู้กับชีวิตกันต่อไป สามสี่ตอนแรกอาจจะไม่ถึงกับเร้ามากขนาดนั้น แต่ถ้าคุณผ่านไปถึงตอนห้าตอนหก คุณจะไม่รอดแล้วล่ะ ต้องมีอิน มีน้ำตาซึมกันบ้างแหละ ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว Extraordinary You เมื่อตัวประกอบชีวิตรันทด ลุกขึ้นมาเปลี่ยนบทของตัวเอง!

รีวิว Extraordinary You เมื่อตัวประกอบชีวิตรันทด ลุกขึ้นมาเปลี่ยนบทของตัวเอง!

extraordinary you

สรุป
รีวิว  พล็อตฉีกแนวเกาหลีทั่วไปอย่างมาก ด้วยการเอาสูตรน้ำเน่าทั้งหลายมาล้อเลียนให้เลี่ยนยิ่งกว่าปกติ และขยี้ซ้ำให้เป็นดราม่าสะท้อนไปยังชีวิตตัวประกอบของนางเอก ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาหาทางลิขิตชีวิตตัวเองใหม่ ทำให้ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวการขบถออกนอกกรอบของตัวละคร
แต่ข้อเสียของเรื่องก็คงเป็นจุดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะหนังขายความโรแมนติกน้ำเน่าซ้อนกันหลายชั้น จนถ้าไม่ใช่คนดูที่ฟินอินไปกับเรื่องแบบนี้ได้ ก็คงยากที่จะดูเรื่องนี้สนุกได้

จุดเด่น

พล็อตฉีกแนวซีรีส์เกาหลีทั่วไปมาก
หยิบจับเรื่องน้ำเน่ามาขยี้เสียดสีฮาๆ
เรื่องราวมีลุ้นตลอดเวลาคาดเดายาก
เรื่องลื่นไหลสมูธฟินอินได้ง่าย
เต็มไปด้วยฉากโรแมนติกเยอะสุดๆ
ทีมนักแสดงทุกคนเล่นได้ดีมาก+หน้าตาดีสุดๆ

จุดด้อย

เต็มไปด้วยเรื่องโรแมนติกจัดเต็มสุดๆ จนถ้าไม่ใช่คนที่ดูแนวนี้ได้อาจจะไม่ไหว
ช่วงแรกของเรื่องราวมีวนย้ำกับเรื่องเดิมประเด็นเดิมมากไปสักนิด
บทนางเอกช่างจ้อพูดเยอะจนหลายคนอาจจะไม่ชอบคาแรกเตอร์แบบนี้

Extraordinary You ฉันไม่ใช่ตัวประกอบ ซีรีส์เกาหลีพล็อตฉีกแนวล้อเลียนเสียดสีซีรีส์เกาหลีด้วยกันเอง ว่าด้วยเรื่องของตัวประกอบในการ์ตูนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นนางเอก ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอเป็นแค่ตัวประกอบชีวิตสุดรันทด ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวละครของเธอเอง
พล็อตโลกการ์ตูนกับซีรีส์เกาหลีเคยมีมาก่อนแล้วกับเรื่องW Two Worlds ซึ่งก็ดังมากพอตัวด้วยความแปลกพิสดารของเรื่อง แถมหักมุมรัวๆ ทุกตอน แต่จุดที่แตกต่างกันคือ W เป็นแนวแอ็กชั่นสืบสวน+โรแมนติกแฟนตาซี พระเอกตามล่าหาฆาตกรข้ามโลกจริงกับโลกการ์ตูนไปมา แต่กับ Extraordinary You ทำมาจากการ์ตูนดังในชื่อ July found by chance เป็นแนววัยรุ่นโรแมนติกแฟนตาซีล้วนๆ เรื่องราวเกิดในโลกการ์ตูนทั้งเรื่อง แต่สไตล์การเล่นเรื่องราวกับการ์ตูนมีความคล้ายกัน ถ้าใครชอบ W ก็ดูเรื่องนี้ได้เลย หรือถ้าชอบเรื่องนี้ก็แนะนำให้ดู W ต่อได้เลยเช่นกัน แต่ผู้เขียนให้ Extraordinary You ดีกว่า W มากพอสมควร เพราะจบเรื่องราวได้ดีกว่ามากกว่า W ที่หาทางลงลำบากในตอนหลัง

เรื่องราวเริ่มต้นที่ “อึนดันโอ” (รับบทโดย Kim Hye-Yoon) ลูกสาวเศรษฐี สวย รวย เป็นสาวมั่น ชีวิตค่อนข้างเพียบพร้อม แถมเป็นสายมโนว่าชีวิตตัวเองเป็นเหมือนนางเอกในนิยายขายฝันโรแมนติกที่เดินเรื่องอยู่ในโรงเรียนมัธยมไฮโซ ก่อนจะเริ่มพบเหตุการณ์ประหลาดเข้ามาหลายอย่าง รวมถึงความรันทดจากรักข้างเดียวกับ “แบคคยอง” (รับบทโดย LEE JAE WOOK) คู่หมั้นหมายสมัยเด็กที่ไม่เคยรักตอบ แถมยังทำร้ายจิตใจเธอทุกครั้งที่เจอ นั่นทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าเรื่องราวชีวิตของเธอเหมือนมีใครมากำหนด จนกระทั่งพบความลับว่าเธอเป็นตัวละครในหนังสือการ์ตูนเรื่อง “ความลับ” และก็ไม่ได้เป็นนางเอกอย่างที่คิด แถมบทยังเขียนให้เธอเป็นโรคหัวใจกำเริบมีโอกาสตายได้ทุกเมื่อ จึงทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาสู้กับชะตาชีวิตที่ถูกนักเขียนกำหนดไว้

นี่เป็นซีรีส์เกาหลีที่เดินเรื่องด้วยการล้อเลียนพล็อตโรแมนติกน้ำเน่าของเกาหลีด้วยกันเอง ซึ่งถ้าใครตามดูซีรีส์เกาหลีประจำจะเห็นว่าเขามีสูตรสำเร็จล็อคไว้ทุกเรื่องว่าต้องมาแนวๆ นี้ อย่าง นางเอกชีวิตลำบากก่อนจะมาเจอพระเอกหล่อรวยที่แรกพบต้องทำเมินไม่สนใจนางเอก / พระรองต้องอาภัพรักกับนางเอก แม้ตัวเองจะพยายามแค่ไหนก็ตาม / เพื่อนนางเอกนิสัยดีที่คอยช่วยเหลือนางเอกให้สมหวัง / นางร้ายที่สวยรวยรวมหัวกับเพื่อนกลั่นแกล้งนางเอกอยู่เสมอ / นางเอกก็มักไม่สู้คนยอมให้เขากลั่นแกล้งแล้วแอบไปร้องไห้ทีหลัง

จะเห็นว่าพล็อตและการเดินเรื่องน้ำเน่าเกาหลีแบบนี้จริงๆ ละครไทยก็เป็น แต่เกาหลีจะมุ้งมิ้งโรแมนติกหวานเลี่ยนกว่าจนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไปเลย ซีรีส์เรื่องนี้ก็หยิบตรงนี้แหละมาเล่นเป็นเมนหลักของเรื่องล้อเลียนประชดเสียดสีอีกชั้น โดยให้นางเอกตัวประกอบของเราต้องกลายเป็นผู้ช่วยแสนดีให้นางเอกตัวจริง “ยอจูดา” (รับบทโดย นาอึน April) ที่ครบสูตรนางเอกน้ำเน่า สมหวังในรักกับพระเอกน้ำเน่าพอกันอย่าง “นัมจู” (รับบทโดย Young-Dae Kim) ที่เป็นเจ้าของมูลนิธิผู้ก่อตั้งโรงเรียน และสาวๆ กรี๊ดกันทั้งโรงเรียน ซึ่งแต่ละครั้งที่นางเอกไปเกี่ยวข้องด้วยก็มีแต่พล็อตเหตุการณ์หวานเลี่ยน ชวนให้ฮากับภาระหน้าที่ของตัวประกอบจำเป็นของเรื่องราวนี้ ที่ไม่เต็มใจทำเลยแม้แต่น้อย แต่ถูกผู้เขียนจับวาร์ปมาพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือนางเอกตัวจริงโดยอัตโนมัติ ก่อนจะทิ้งให้นางเอกตัวประกอบหมดประโยชน์ในพริบตาที่คู่หลักได้ฉากฟินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่ใช่ว่าซีรีส์จะออกแนวตลกล้อเลียนเอาฮาอย่างเดียว ในเรื่องราวยังมีการแยกมิติของบทบังคับที่ตัวละครต้องเล่นกับช่วงเวลาที่ไม่มีบทให้เล่น ซึ่งในเรื่องใช้คำเรียกว่า “มิติเงา” ที่มาจากช่องว่างระหว่างกรอบรูปในหนังสือการ์ตูน โดยสีของภาพจะเปลี่ยนโทนต่างกันเพื่อให้คนดูแยกออกได้ ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่นำไปสู่ดราม่าการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของนางเอกอึนดันโอ ซึ่งเธอต้องพยายามหาทางเปลี่ยนบทสุดท้ายที่ต้องตายด้วยโรคหัวใจกำเริบ รวมถึงการหาเส้นทางชีวิตที่แท้จริงของเธอในโลกการ์ตูนแห่งนี้ ร่วมกับตัวละครปริศนาในเรื่องที่จะทะยอยออกมาเรื่อยๆ

และไม่ใช่แค่นางเอกที่มีเรื่องราวดราม่าหนักๆ นอกบทที่คนเขียนกำกับไว้ แต่ตัวละครอื่นทุกตัวก็มีเรื่องราวตรงนี้ให้เล่นเช่นกัน แม้จะไม่ได้ตื่นรู้แบบนางเอกก็ยังต้องรับบทต่อเนื่องจากเรื่องที่สมมุติไว้ ซึ่งบทในเรื่องนี้หลายตัวละครต้องเล่นแบบ 2 บุคลิกสลับไปมาตลอดเวลา แถมมีบางคนต้องเล่นหลายคาแรกเตอร์เพิ่มอีกต่างหาก ซึ่งนักแสดงทุกคนเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้เราอินไปกับเรื่องราวได้จริงๆ แต่อาจจะมีรำคาญบทช่างจ้อของนางเอกตลอดเรื่องบ้างเท่านั้น

แต่ที่ต้องชมมากเป็นพิเศษคือบทของ “แบคคยอง” คู่หมั้นสมัยเด็กที่ชอบทำร้ายจิตใจนางเอก นี่เป็นตัวละครที่ต้องรับบทหนักสุดของเรื่องแทบจะตลอดเวลา โดยตอนแรกบทของเขาในเรื่องก็แค่เป็นเพื่อนตัวเอกประกอบเรื่องไม่ได้เน้นหล่อมาก แถมการออกมาแต่ละครั้งก็ขยี้เหยียบหัวใจนางเอกจนดินแบบถ่อยสุดๆ ขนาดที่คนดูต้องเกลียดตัวละครนี้แน่ๆ แต่พอเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นพัฒนาการของแบคยองในหลายมิติมาก จนแทบแยกไม่ออกเลยว่าจริงๆ แล้วบทในเรื่องนี้ของเขาถูกวางตำแหน่งจริงๆ ไว้ที่ไหนกันแน่ ซึ่ง LEE JAE WOOK ดาราหน้าใหม่ตีบทแตกกระจุย จนได้คำชมเชยมากสุดในเรื่องนี้แล้ว

รีวิว Extraordinary You ฉันไม่ใช่ตัวประกอบ Netflix

รีวิว  หนังผูกปมการค้นหาความจริงของเหตุการณ์ในเรื่องที่ค่อยๆ ดำเนินไปตามหน้าหนังสือ นางเอกจะได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษ ก่อนตัดเป็นสเตจไปเรื่อยๆ โดยเรื่องราวในการ์ตูนยังไม่ได้จบ และก็ไม่รู้ว่าจบแบบไหน รวมถึงคำอธิบายของการตื่นรู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หนังจะค่อยๆ เฉลยพร้อมเพิ่มกฏข้อห้ามในโลกการ์ตูนแห่งนี้มาเรื่อยๆ ให้เราเข้าใจได้แบบไม่งง แต่อาจจะเยอะหน่อยในตอนแรกที่ใส่เข้ามา ซึ่งตรงนี้มีส่วนที่ต้องใช้ CG เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งออกมาแบบเหนือธรรมชาติ และก็ CG ถอดแบบฟิลเตอร์ในการ์ตูนมาใส่ประกอบฉากให้ดูเป็นการ์ตูนๆ แบบจงใจเสริมเพิ่มความเลี่ยนเข้าไปอีก

สรุปความน่าสนใจ Extraordinary You
ซีรีส์พล็อตฉีกแนวเกาหลีทั่วไปอย่างมาก ด้วยการเอาสูตรน้ำเน่าทั้งหลายมาล้อเลียนให้เลี่ยนยิ่งกว่าปกติ แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้ลดความสนุกแบบน้ำเน่าเกาหลีลงแต่อย่างใด คนเขียนบทฉลาดมากที่หยิบจุดนี้มาขยี้ซ้ำให้เป็นดราม่าสะท้อนไปยังชีวิตตัวประกอบของนางเอก ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาหาทางลิขิตชีวิตตัวเองใหม่ไม่ให้อยู่ในวังวนน้ำเน่าที่คนเขียนกำหนดไว้ ทำให้ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวการขบถออกนอกกรอบของตัวละคร ที่ชวนให้คิดไปถึงช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ต้องออกค้นหาเส้นทางชีวิตของตัวเองเช่นกันครับ

แต่ข้อเสียของเรื่องก็คงเป็นจุดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะหนังขายความโรแมนติกน้ำเน่าซ้อนกันหลายชั้น จนถ้าไม่ใช่คนดูที่ฟินอินไปกับเรื่องแบบนี้ได้ ก็คงยากที่จะดูเรื่องนี้สนุกได้แบบที่หนังจงใจให้เป็นแบบนี้ได้เช่นกันครับ
ซีรีส์เรื่องนี้มีหลายจุดที่เอ่ยถึงไม่ได้เพราะจะเป็นการสปอยล์ไป แต่เพื่อความสมบูรณ์ของการรีวิวจึงขอเพิ่มเติมเข้ามาสำหรับคนที่อ่านสปอยล์ได้ไม่มีปัญหานะครับ

เรื่องราวจริงของ “อึนดันโอ” จะพ่วงไปกับตัวละคร “ฮารู” (รับบทโดย Ro-Woon Kim) ซึ่งจะเรียกว่าเป็นพระเอกตัวจริงในเรื่องที่ปรากฎตัวมาอย่างลึกลับแบบตัวประกอบโนเนมไร้ชื่อยิ่งกว่าอึนดันโอ แต่ด้วยความที่โนเนมนี่เอง เขาเลยมีอิสระการกระทำในสเตจหลักมากกว่าตัวละครอื่นที่ต้องเล่นไปตามบทแบบหนีไม่ได้ ทำให้เขาเป็นตัวละครเดียวที่มีความสามารถพิเศษเปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้ แต่ก็ต้องแลกมากับการผิดกฏข้อห้ามของโลกการ์ตูน ซึ่งมีบทลงโทษร้ายแรงเช่นกัน ตัวฮารูเองก็เป็นที่มาของชื่อเรื่องนี้ Extra = ตัวประกอบในศัพท์การแสดง Extraordinary = พิเศษเกินปกติ พอบวกคำว่า You เข้าไปด้วยก็คือการที่ฮารูเป็นคนพิเศษมากๆ กับนางเอก ในทางกลับกันนางเอกก็เป็นเช่นเดียวกับฮารู

เรื่องราวปกติที่อึนดันโอต้องเข้าไปช่วยเป็นตัวประกอบให้พระเอกนางเอกในเรื่องสมหวังว่าเน่ามากๆ แล้ว แต่ยังไม่เท่ากับฉากในเรื่องของเธอเองกับฮารู ที่ต้องบอกว่าทีมสร้างครีเอทฉากน้ำเน่ารัวๆ ออกมาได้เลี่ยนกว่าซะอีก เพราะคงไม่มีเรื่องไหนกล้าทำบทพูดน้ำเน่าได้ขนาดนี้อีกแล้ว ด้วยความที่โลกนี้เป็นการ์ตูน จึงทลายกรอบความสมจริงทุกอย่าง ทำให้ฮารูเป็นตัวละครพระเอกชวนฝันแท้ๆ ของผู้หญิงได้สมบูรณ์แบบเกินกว่าเรื่องไหนๆ ที่เคยมีมาแน่นอน (ขนาดพระเอกการ์ตูนในเรื่อง W ที่ว่าสมบูรณ์แบบยังไม่ได้ขนาดนี้เลยครับ) แต่นี่ก็เป็นความสนุกของเรื่องนี้ที่แท้จริงครับ
จุดที่หนังปิดไว้มิดชิดเลยคือ เรื่องราวไม่ได้มีแค่โลกเดียว มีการดึงเอาแนวคิดกลับชาติมาเกิดผ่านการจบของการ์ตูนเล่มก่อนๆ ของผู้เขียนเรื่องนี้มาอธิบายตัวละครในเรื่องปัจจุบัน ซึ่งจุดนี้จะมาช่วงครึ่งหลังของเรื่อง โดยมาในแนวย้อนยุคไปสมัยที่มีราชวงศ์ฮ่องเต้กับทายาทแก่งแย่งชิงบัลลังค์กัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่วายหยิบพล็อตสูตรโบราณเหล่านี้มาเล่นในแบบที่ตัวละครตื่นรู้ และก็พยายามแหกคอกขบถต่อเรื่องราวแนวนี้ที่ทำออกมาซ้ำๆ ให้มีความแตกต่างออกไปอีก แต่ก็ไม่ถึงขั้นตลกในแบบยุคปัจจุบัน และก็ยังดูสนุกในแบบหนังย้อนยุคได้อีกด้วย

ซีรีส์เรื่องนี้มีพล็อตรองคู่อื่นที่ออกมาขโมยซีนสนุกกว่าเรื่องหลักของนางเอกอึนดันโอด้วย ซึ่งแต่ละตัวละครจะมีการตื่นรู้เพิ่มขึ้นมา และก็หาทางมีชีวิตของตัวเอง โดยในรายของพระรอง “อีโดฮวา” (รับบทโดย Jung Gun-Joo) ที่ปกติต้องรับบททำดีแค่ไหนนางเอกก็ไม่รัก แต่มาคราวนี้มีลุ้นมากๆ เพราะบทเปิดโอกาสให้พระรองเด่นกว่าพระเอก แถมแย่งซีนทุกครั้งที่เขาพยายามออกมาพิชิตใจ “ยอจูดา” ซึ่งตอนหลังนางเอกคนนี้เองก็พลิกบทบาทเช่นกัน เรียกว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวรองได้บทบาทการพลิกเรื่องน้ำเน่า แต่ตัวเอกที่โดนว่าเน่าๆ ก็ยังทนกับบทของตัวเองไม่ไหวและขอเป็นตัวเองที่แท้จริงเช่นกัน

Home beartai BUZZ
Extraordinary You
81
“…โลกคือละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคนทนไป…”
มันก็จริงที่วลีนี้เป็นเหมือนกับคอนเซ็ปต์หลัก ๆ ของ ‘โลกการ์ตูน’ ที่นางเอกของเรื่องอย่าง ‘อึนดันโอ’ (รับบทโดย คิมฮเยยุน) และตัวละครอื่น ๆ จะต้องทำใจยอมรับและทำหน้าที่ในฐานะ ‘ตัวละครในการ์ตูนรักหวานแหวว’ กันต่อไป ตามบทบาทของตัวเองที่ถึงแม้ว่าภายในใจของแต่ละคนอาจไม่ได้อยากทำตามบทเหล่านั้นก็ตาม เอาล่ะ… พอเกริ่นขึ้นมาลอย ๆ แบบนี้ก็อย่าเพิ่งมึนงงจนต้องรีบปิดหน้านี้ไปนะคะ เพราะเรากำลังพูดถึง ‘Extraordinary You (어쩌다 발견한 하루)’ ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซี ที่มาพร้อมพล็อตใหม่สุดแปลกประหลาดเล่าเรื่องราวของ…

“อึนดันโอ (รับบทโดย คิมฮเยยุน) เด็กสาววัย 18 ปี หน้าตาดี แถมมีดีกรีเป็นลูกเจ้าของบริษัทผู้ร่ำรวย แต่กลับโชคร้ายที่สุขภาพร่างกายของเธอไม่แข็งแรงนัก จากอาการป่วยด้วยโรคหัวใจอย่างร้ายแรงที่ทำให้เธอต้องป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่บ่อย ๆ มิหน่าซ้ำแม้ว่าภายนอกของเธอจะดูมีความเพียบพร้อมมากสักแค่ไหน แต่ดวงเรื่องความรักของดันโอก็ดันสั้นกุดจุ๊ดจู๋ เมื่อเธอต้องทนแอบรัก แบคคยอง (รับบทโดย อีแจอุค) คู่หมั้นแต่เด็กของเธอแบบข้างเดียวมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะรักเธอกลับซะด้วยซ้ำ แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า ที่จริงเธอและเพื่อน ๆ ทุกคนในโรงเรียนล้วนแล้วแต่เป็นเพียงตัวละครหนึ่งในโลกของหนังสือการ์ตูนตาหวานเรื่อง ‘ความลับ’ ที่ตัวประกอบทุกตัวจะมีหน้าที่ช่วยกัน ทำให้คู่พระนางตัวจริงได้ลงเอยกันแบบ Happy Ending ก็เท่านั้น!!! นั่นจึงทำให้ดันโอรู้ตัวสักทีว่าที่จริงแล้วเธอนั้นไม่ใช่นางเอกของเรื่องอย่างที่เธอเคยคิด มิหนำซ้ำในตอนสุดท้ายของเรื่อง บทของดันโอนั้นจะต้องตายด้วยโรคหัวใจกำเริบเข้าไปอีก! ปฏิบัติการแหกคอกโลกการ์ตูนเพื่อทวงคืนความเป็นเจ้าชีวิตตัวเองของดันโอจึงเริ่มต้นขึ้นทันที”

ประเภท : โรแมนติก / แฟนตาซี
กำกับ : คิมซังฮยอบ (ผลงานก่อนหน้า ‘The King in Love’)
ผู้แต่งฉบับการ์ตูน : มู รยู (WEBTOON SERIES ‘July Found By Chance’)
แสดงนำ : คิมฮเยยุน, อีแจอุค, โรอุน
วัน-เวลาออนแอร์ : พุธ-พฤหัสบดี เวลา 21.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) ออกอากาศวันละ 2 ตอนตอนละ 35 นาที  ดูหนังออนไลน์ 

วิว Reply 1988 | ซีรีส์ฟีลกู้ดของผองเพื่อนในวันวานปี 1988 ครบรส

รีวิว Reply 1988 | ซีรีส์ฟีลกู้ดของผองเพื่อนในวันวานปี 1988 ครบรส

รวมนักแสดง ในซีรีส์ วันวาน 1988

รีวิว หลังจากติดตามซีรีส์ของผู้กำกับ ชินวอนโฮ มาสองเรื่องติดๆ จากทั้ง Prison Playbook แล้วมาต่อด้วย Hospital Playlist จึงอยากจะลองติดตามซีรีส์ในชุด Reply ต่ออีกสักหน่อย ทีแรกก็คิดว่าจะไล่ดูตั้งแต่ภาคแรกที่สร้าง แต่ไปๆ มาๆ ก็เลือกภาคที่อยากดูที่สุดมาแทน ผลจึงมาลงเอยที่ Reply 1988 ซึ่งชื่อไทยของมันก็คือ วันวาน 1988 นั่นแหละครับ

เรื่องย่อซีรีส์ Reply 1988
ย้อนเวลากลับไปยังวันวานของเกาหลีใต้ในปี 1988 ปีที่พวกเขาได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทุกอย่างในวันนั้นมันดูเก่าและเต็มไปด้วยความทรงจำ เรื่องราวของเด็กกลุ่มเล็กที่เติบโตขึ้นมาในซอยเดียวกัน

ผองเพื่อนทั้งห้าที่แตกต่างกันไป บางคนมีฐานะยากจนเพราะไปค้ำประกันจนต้องอาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินในบ้านของอีกคน บางคนก็โชคดีถูกหวยจนกลายเป็นคนร่ำรวย บางบ้านก็มีลูกที่ไม่ค่อยคุยกับแม่ บางบ้านก็มีแต่เด็กที่เติบโตอย่างโดดเดี่ยว ห้าบ้านก็ห้าแบบห้าสไตล์

แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือทั้งห้าบ้านต่างรักกัน เอื้อเฟื้อกัน ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ไปยันรุ่นลูก มิตรภาพที่ซอยเล็กๆ ที่เติบโตผ่านกาลเวลา ผ่านเรื่องเล่าที่พานึกทบทวนเรื่องวันเก่าวันที่เรายังเรียนอยู่มัธยมฯ

ห้าตัวละครหลักใน วันวาน 1988
ซีรีส์ของ ชินวอนโฮ มักจะเล่าเรื่องของกลุ่มแก๊งผองเพื่อน ครั้งนี้เป็นเรื่องกลุ่มเพื่อนสนิททั้งห้าที่บ้านอยู่ในละแวกซอยเดียวกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก ลองไล่เรียงกันดูสักหน่อยว่าแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ มีที่มา มีนิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างไรกันบ้าง

Hyeri (ฮเยริ) เป็น Duk Sun (ซองด็อกซอน)
สาวน้อยเพียงคนเดียวในกลุ่ม ลูกสาวคนกลางของครอบครัวที่เรียกได้ว่ายากจนที่สุดในกลุ่มเพราะพ่อของเธอดันไปเซ็นค้ำประกัน ในที่สุดครอบครัวของด็อกซอนก็ต้องมาอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านจองฮวาน ด็อกซอนค่อนข้างมีชีวิตที่น่าสงสารในตอนต้น ชีวิตของเธอต้องไขว่คว้าทุกอย่างด้วยตัวเอง ซ้อมหนักเพื่อจะได้เป็นคนถือป้ายในพิธีเปิดโอลิมปิก พยายามเข้าประกวดเต้นเพราะอยากได้ซาวด์อะเบาท์ที่พ่อไม่มีเงินซื้อให้ ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่มีความสามารถด้านการเต้นแม้สักนิดเดียว

เธอมักถูกแหย่เย้าว่าขี้เหร่แต่โตมาแล้วสวย เป็นพวกขี้ลืม ขี้ง่วง แถมยังเรียนได้อันดับที่โหล่ของห้อง แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความรักหลายเส้า

Ryoo Joon Yeol (รยูจุนยอล) เป็น Jung Hwan (จองฮวาน)
เด็กหนุ่มในครอบครัวที่เคยยากจนที่สุด แต่เพราะจองฮวานถูกหวย พวกเขาจึงกลายเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในละแวก มีบ้านหลังใหญ่โต ฝ่ายพ่อของเขาก็มีหน้าที่การงานที่ดีขายเครื่องใช้ไฟฟ้า สลับกับครอบครัวของด็อกซอนที่ยากจนกะทันหันจนต้องมาอยู่ในชั้นใต้ดินของบ้านจองฮวาน

เดิมทีเขาก็เป็นคนเงียบๆ ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใครแต่ก็เริ่มจะดีขึ้นเรื่อย เป็นอีกคนที่ชอบด็อกซอน

Ko Gyung Pyo (โกคยองพโย) เป็น Sun Woo (ซอนอู)
หนุ่มที่เป็นทั้งหัวหน้าห้องและประธานนักเรียน เรียนเก่ง เล่นกีฬาก็เก่ง เพราะความที่สูญเสียพ่อไป เขาจึงมีชีวิตอยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยวกับน้องสาวที่ยังเล็กมาก เป็นเด็กหนุ่มที่อ่อนโยนอบอุ่น และรักครอบครัว

Park Bo Gum (พัคโบกอม) เป็น Taek (ชเวแท็ก)
เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เรียนเหมือนกับคนอื่นๆ วันทั้งวันเอาแต่เล่นโกะ ซึ่งผลก็คือเขาเล่นโกะเก่งมากจนออกจากโรงเรียน ตระเวนแข่งขันบินไปหลายประเทศและชนะจนคว้าเงินรางวัลจนสามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ แต่อย่างอื่นเขาไม่เก่งเลย ใช้ตะเกียบก็ไม่เป็น เพราะสูญเสียแม่ไปแต่เด็ก ทำให้ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในบ้านเพียงสองคนกับพ่อที่เป็นคนเรียบร้อย เป็นเจ้าของกิจการจิวเวลรี่ (แต่ในร้านมีนาฬิกาเยอะเนอะ) ที่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะบอกรักลูกตรงๆ แท็กเป็นผู้ชายที่เงียบๆ เรียบร้อย พูดน้อย อ่อนน้อมถ่อมตน และค่อนข้างใจเย็น ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเป็นคนเล่นโกะด้วยแหละ

Lee Dong Hwi (อีดงฮวี) เป็น Dong Ryong (ดงรยง)
ลูกชายของคุณครูใหญ่ ครูฝ่ายปกครองของโรงเรียน เด็กที่แทบจะไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่เท่าไหร่เวลาอยู่บ้าน จะได้เจอหน้าพ่อ (Yoo Jae Myung จากซีรีส์ Itaewon Class, Life และ Prison Playbook) ก็ต่อเมื่อทำอะไรผิด เช่นไปดูหนังโป๊ เป็นต้น บุคลิกอาจไม่โดดเด่นมากนักแต่เขาก็เป็นคนชักนำเพื่อนๆ แต่ในทางที่ดีๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะชวนเพื่อนเช่าหนังโป๊ อ่านการ์ตูนโป๊เนี่ย


รีวิว ซีรีส์ Reply 1988
โดยรวมๆ แล้วมันก็ซีรีส์ที่เล่าเรื่องของเกาหลีในอดีตผ่านเรื่องราวของครอบครัว เพื่อน และความรัก ด้วยการใช้ส่วนผสมของไลฟ์สไตล์ สิ่งของ บ้านเมือง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น ห้อมล้อมด้วยเพลงเพราะๆ ในอดีต ผ่านตัวละครที่มีความหลุดโลกบ้าง บ้าบอบ้าง และดูน่าจะใกล้เคียงกันคนจริงๆ บ้าง เพื่อสร้างเรื่องราวให้มันเดินไปแบบมีมุก

เอาล่ะ งั้นเราแยกออกมาเป็นประเด็นๆ กันไปเลยดีกว่า…

ครอบครัว
ห้าเพื่อนที่มาจากห้าครอบครัวที่แตกต่างกันทั้งด้านฐานะและองค์ประกอบ บ้างขาดพ่อ บ้างก็ขาดแม่ และบางครอบครัวก็มีพร้อมหน้า แต่ก็เป็นห้าครอบครัวที่รักกันมากที่สุด ไม่เคยทะเลาะกันเลย คอยแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันยามใครมีปัญหา แม้ต่างครอบครัวต่างก็มีปัญหาภายใน

อย่างเช่นในวันที่แม่ของซอนอูได้รับโทรศัพท์ว่าคุณแม่ของเธอจะเยี่ยมเยือนกะทันหัน ด้วยความที่มีชีวิตอยู่ด้วยเงินบำนาญของสามีที่เสียไป จึงมีฐานะที่ไม่ค่อยดีนักและไม่อยากให้แม่ตัวเองไม่สบายใจ จึงต้องไปขอหยิบยืมหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวจองฮวาน เป็นฉากที่น่าจดจำและน่ารักมากอีกฉากหนึ่งในเรื่องนี้

เหล่าแม่บ้านก็มักจะมีแคร่ตัวนึงที่วางอยู่ริมถนนหน้าบ้าน พวกเธอก็มักจะมานินทาผัวกันเป็นประจำ บางทีก็มีการประชุมกันภายในบ้านเพื่อแก้ปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง

เพื่อน
วันวาน 1988 เป็นเรื่องราวของเหล่าเพื่อนทั้งห้าที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน รู้จักกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก ซีรีส์เรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็จะเล่าเรื่องในช่วงที่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น ช่วงปี 1988 ที่มีหลายเรื่องเกิดขึ้นมากมาย พวกเขาเริ่มโตจนใกล้จะเป็นผู้ใหญ่ ความผูกพัน ความห่วงใย ความช่วยเหลือเกื้อกูล ทั้งหมดนี้มันก็คือส่วนหนึ่งของความหมายของคำว่า “เพื่อน” ของพวกเขา

ความสนุกสนาน การชักชวนกันทำเรื่องบ้าๆ บวมๆ โดยไม่มีเรื่องเพศมาขีดคั่น ทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหาและดิ้นรน เมื่อบางคนอยู่ในครอบครัวที่ยากจน หลายอย่างต้องลำบากเพื่อให้ได้มา และก็มีผองเพื่อนที่ยินดีมาช่วยเหลือเสมอๆ

โดยรวมแล้วมันคือมิตรภาพที่เติบโตผ่านกาลเวลานั่นแหละ

ความรัก
ความพิเศษอย่างหนึ่งของซีรีส์ที่เล่าเรื่องในอดีตของคนเดียวในปัจจุบันก็คือ มันจะเล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น ในวันที่มีความรักครั้งแรก ความไม่ประสีประสาในเรื่องนี้ก็อาจจะก้าวเดินแปลกๆ ไปบ้าง อาจมีโมเมนต์ของการแอบชอบ การเข้าใจผิดคิดว่าเขาชอบเรา การบอกรักแล้วโดนปฏิเสธ การพัฒนาของความรักที่ค่อยเป็นค่อยไป

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเลือกคนรักและความรักในกาลปัจจุบัน

โหยหาอดีต
ด้วยการเล่าสลับไปสลับมาระหว่างปัจจุบันและอดีต โดยมุ่งเน้นเล่าเหตุการณ์ในอดีต เหมือนการพาคนดูที่มีอายุและอยู่อาศัยบนโลกนี้มาประมาณหนึ่งได้ดึงความทรงจำในอดีตให้กลับคืนมามีชีวิตในปัจจุบันอีกครั้ง ทั้งเหตุการณ์บ้านเมือง เพลงและหนัง แม้ว่าสำหรับคนไทยแล้ว นั่นจะเป็นเรื่องราวที่น่าจะกระเทาะโดนใจคนเกาหลีที่สุด ก็ยังนับว่าพอซึมซับและอินไปด้วยกันได้ เพราะบางสิ่งก็เป็นอะไรที่เราเคยผ่านมาด้วยเหมือนๆ กัน

ซีรีส์สลับด้วยเหตุการณ์ในปัจจุบัน ที่จะเป็นการเล่าเรื่องของนางเอกที่นึกย้อนกลับไปในอดีต ทั้งปล่อยให้คนดูคาดเดากันเอาเองว่า ตกลงสามีของเธอในปัจจุบันนี่คือเพื่อนคนใดในอดีตกันแน่

เป็นซีรีส์ในชุด Reply ซึ่งมีทั้งหมดสามเรื่อง หลายคนแนะนำให้ดูตามลำดับการสร้างเพราะจะมีกิมมิกเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น

Reply 1997 / ย้อนรอยรัก 1997 (tvN / 2012)
Reply 1994 / 1994 คิดถึงเธอ (tvN / 2013)
Reply 1988 / วันวาน 1988 (tvN / 2015)
คำเตือน: การรับชมซีรีส์เรื่องนี้ผ่าน Netflix อาจมีขัดใจอยู่บ้างที่ได้พบแต่ภาพที่เบลอโน่นเบลอนี่ไปสารพัด ทั้งภาพในทีวีและโปสเตอร์ต่างๆ จนต้องทำใจ

Reply 1988 … ซีรีส์ที่จะทำให้เราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ครอบครัว” และหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวในวันเก่า ๆ แล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว หาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตากับความอิ่มเอมใจนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ ^^

ซีรี่ส์บอกเล่าเรื่องราวในช่วงปี 1988 ของกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คนที่รักและผูกพันกันมาก เพราะอาศัยอยู่ละแวกบ้านเดียวกันและเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ประกอบไปด้วย ด็อกซอน (รับบทโดย ฮเยริ) สาวคนเดียวในกลุ่มที่นิสัยร่าเริงสนุกสนานเฮฮาแก่นเซี้ยวตามวัย ครอบครัวอบอุ่นแต่ฐานะยากจนและอาศัยอยู่ชั้นใต้ดินของบ้าน จองฮวัน (รับบทโดย รยูจุนยอล) หนุ่มเงียบขรึมไม่ค่อยแสดงความรู้สึกแต่จิตใจดี ครอบครัวร่ำรวยขึ้นมาในพริบตาเพราะถูกล็อตเตอรี่ ซอนอู (รับบทโดย โกคยองพโย) ชายหนุ่มอ่อนโยนอบอุ่นรักครอบครัวและเรียนเก่ง ซอนอู อยู่กับแม่ที่เลี้ยงครอบครัวคนเดียวเพราะพ่อเสียแล้วและมีน้องสาวเด็กน้อยอีก 1 คน ดงรยอง (รับบทโดย อีดงฮวี) ชายหนุ่มที่สนุกสนานไปวัน ๆ ครอบครัวมีฐานะมั่นคงแต่พ่อแม่ทำงานเยอะจนไม่มีเวลาจึงทิ้งไว้ให้แต่เงิน ทั้ง 4 คนนี้ยังเป็นนักเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย และคนสุดท้าย แทค (รับบทโดย พัคโบกอม) หนุ่มเชื่องช้าพูดน้อยน่ารักจริงใจและเป็นนักเล่นหมากล้อมมืออาชีพที่มีความสามารถ ได้แชมป์มามากมายนับไม่ถ้วน จนถึงกับลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเอาดีทางนี้ ครอบครัวนี้มีพ่อเป็นคนเลี้ยงลูกคนเดียวเช่นเดียวกันและเป็นเจ้าของร้านขายนาฬิกา ฐานะค่อนข้างดี ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว ‘Sweet Home’ ซีรีส์เกาหลีแนวสยองขวัญ มนุษย์กลายพันธุ์

รีวิว ‘Sweet Home’ ซีรีส์เกาหลีแนวสยองขวัญ มนุษย์กลายพันธุ์

รีวิว “Sweet Home” เป็นซีรีส์ที่ผู้ชมให้การรอคอยมากที่สุดของปี 2020 ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ก็ได้ลงจอไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา Sweet Home เป็นซีรีส์แนวสยองขวัญและระทึกขวัญที่บอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่กลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายและสร้างความหวาดกลัวในอพาร์ตเมนต์คอมเพล็กซ์ Green Home ซีรีส์เรื่องนี้ได้พัฒนามาจากเว็บตูนที่มีชื่อเรื่องเดียวกัน แฟน ๆ จากทั่วโลกต่างรอคอยวันที่ทาง Netflix จะเปิดตัวซีรีส์นี้ หากคุณชอบซีรีส์ที่เป็นแนวระทึกขวัญ เราขอบอกเลยว่าซีรีส์ Sweet Home จะตอบโจทย์รสนิยมการดูซีรีส์ของคุณเป็นอย่างดี

ซีรีส์เรื่อง Sweet Home ดัดแปลงมาจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นผลงานของคิมคานบีและกวางยองชาน เว็บตูนเรื่องนี้ดึงดูดแฟน ๆ จำนวนมากและมียอดดูสะสมมากกว่า 500 ล้านครั้ง เพราะเป็นเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่และการมีการเล่าเรื่องที่น่าตื่นเต้น ซีรีส์ Sweet Home จึงเป็นซีรีส์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความแปลกใหม่โดยมีพล็อตเรื่องที่ไม่ซ้ำซาก ไม่จำเจและไม่ได้เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปเหมือนกับซีรีส์เกาหลีอื่น ๆ

Sweet Home จะเป็นซีรีส์ที่จะเปิดโลกของคุณ มันจะนำความตื่นเต้น ระทึกขวัญและความตลกขบขันมาสู่คุณ เมื่อครั้งยังเป็นเว็บตูน เรื่องนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและกลายเป็นที่นิยมในผู้ที่รักและชื่นชอบการอ่านเว็บตูน เมื่อมีข่าวว่ามันถูกปล่อยออกมาในรูปแบบซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชมผิดหวัง เพราะภาพและเนื้อเรื่องที่สร้างขึ้นต่างสมจริงและไม่ได้ดูขัดตาแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าซีรีส์จะออกอากาศผ่านทาง Netflix มาประมาณ 1 เดือนแล้ว แต่ก็ยังติดใน 10 อันดับ ของซีรีส์ที่มีการรับชมมากที่สุดใน Netflix Thailand หากตอนนี้คุณยังลังเลว่าควรดูซีรีส์เรื่องนี้หรือไม่ เราจะพาคุณไปหาเหตุผลกันว่าทำไมต้องดู Sweet Home

เรื่องย่อ Sweet Home
“Sweet Home” บอกเล่าเรื่องราวของชาฮยอนซู (ซงคัง) เขากำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ใน Green Home ซึ่งเป็นอพาร์ทเมนต์ที่มีสภาพทรุดโทรม สิ่งที่เขามีคือเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นและคอมพิวเตอร์ ก่อนที่ชาฮยอนซูจะเข้ามาอยู่ใน Green Home ชาฮยอนซูเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เขาเป็นคนสันโดษและชอบหมกตัวอยู่ในห้องของตัวเอง เขาไม่ยอมคุยกับพ่อแม่และน้องสาว วันหนึ่งทั้งครอบครัวของเขาได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว

แต่เมื่อเข้ามาอยู่ใน Green Home ก็ได้มีปรากฏการณ์ลึกลับของมนุษย์ที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นทั่วโลก ผู้อยู่อาศัยในอาคารอพาร์ตเมนต์ Green Home รวมถึงพยอนซังอุค(อีจินอุค) ต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดและพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้

แนวซีรีส์ สยองขวัญและระทึกขวัญ
สร้างโดย Studio Dragon
เขียนบท ฮงโซรี
คิมฮยางมิน
พัคโซจอง
กำกับการแสดงโดย อีอึงบก
จางยองวู
พัคโซฮยอน
ช่องทางออกอากาศ Netflix
จำนวนตอน 10 ตอน ตอนละ 44 – 59 นาที
นักแสดงนำ ซงคัง (ชาฮยอนซู)
อีจินอุค (พยอนซังอุค)
อีซียอง (ซอยีคยอง)
อีโดฮยอน (อีอึนฮยอก)
คิมนัมฮี (ชองแจฮัน)
นักแสดงสมทบ โกมินซี (อีอึนยู)
พัคกยูยอง (ยุนจีซู)
โกยุนจอง (พัคยูรี)
คิมกับซู (อัลกิลซอบ)
คิมซังโฮ (ฮันดูซิก)

Sweet Home (song kang)

รีวิว ทำไมต้องดู Sweet Home ?
1. มีนักแสดงนำและผู้กำกับที่มีคุณภาพ
Sweet Home ได้รวมพลนักแสดงชั้นนำและผู้กำกับที่ชื่อเสียงมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวอันแสนประทับใจ ซีรีส์เรื่องนี้นำแสดงโดย ซงคัง, อีจินอุค, อีซียอง, อีโดฮยอน, คิมนัมฮี, โกมินซี, พัคกยูยอง และโกยุนจอง นอกจากนี้ยังมีนักแสดงรุ่นเก๋าอย่างคิมกับซูและคิมซังโฮ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็น Original Netflix ขอบอกเลยว่าซีรีส์ Sweet Home จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและจะได้เห็นเคมีที่แข็งแกร่งของนักแสดงอย่างแน่นอน

ซงคัง สำหรับซงคังเราจะคุ้นเคยกับเขาจากซีรีส์ Love Alarm ซึ่งเป็นซีรีส์ Original Netflix เหมือนกัน สำหรับเรื่องนี้เขาได้รับบทหลักอย่างชาฮยอนซู ซึ่งเป็นบทบาทที่แตกต่างจากผลงานก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
อีซียอง สำหรับอีซียองเธอเคยได้ร่วมแสดงซีรีส์เรื่อง SF8-Blink, Liver or Die, Risky Romance และอีกหลายเรื่องก่อนที่จะรับบทเป็นซอยีคยอง ซึ่งเป็นอดีตนักดับเพลิง ในเรื่องนี้อีซียองดูเจ๋งและมีเสน่ห์มาก
อีโดฮยอน สำหรับอีโดฮยอนเขาเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่จะรับบทเป็นอีอึนฮยอก ก่อนหน้านี้ผลงานของอีโดฮยอนโดดเด่นมากเพราะเขาเคยแสดงซีรีส์เรื่อง 18 Again, Hotel Del Luna และ Still 17 สำหรับ Sweet Home นี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่คุณจะได้ทึ่งในความสามารถของเขา
อีจินอุค สำหรับอีจินอุคในเรื่อง Sweet Home นี้เขาจะรับบทเป็นพยอนซังอุค เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ ผลงานก่อนหน้าของเขาก็มีซีรีส์เรื่อง Voice 3, Nine-Times Time Travel และ Spy Myeong-wol สำหรับเรื่องนี้เขาจะละทิ้งภาพลักษณ์สุภาพบุรุษไว้เบื้องหลังเพราะเขาจะดูมาดแมนและบึกบึนมากขึ้น
ส่วนในเรื่องผู้กำกับ ซีรีส์ Sweet Home ได้กำกับโดยอีอึงบก ผู้สร้างผลงานยอดนิยมในซีรีส์เรื่อง Mr Sunshine, Goblin และ Descendants of Sun นอกจากได้ผู้กำกับมือทองแล้ว Sweet Home ยังมีการอำนวยการสร้างโดย Studio Dragon ขอบอกเลยว่า Sweet Home เป็นโปรเจ็กต์บล็อกบัสเตอร์ร่วมกับ Netflix ที่อีอึงบกตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานมาก

2. Sweet Home ดัดแปลงมาจากเว็บตูน
Sweet Home สร้างจากเว็บตูนยอดนิยมของ Naver เป็นผลงานการเขียนโดยคิมคานบีและวาดภาพโดยกวางยองชาน เว็บตูนเรื่องนี้มียอดดูสะสมมากกว่า 500 ล้านครั้ง ด้วยโครงเรื่องที่สดใหม่และความระทึกใจทำให้เว็บตูนได้รับความรักและเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ ทั้งในและต่างประเทศและจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยความนิยมของเว็บตูน โครงการบล็อกบัสเตอร์โดย Netflix และผู้กำกับอีอึนบกคาดว่าจะนำ K-Content ให้ไปไกลกว่าพรมแดนในประเทศไปยังเอเชียและแม้กระทั่งทั่วโลกในฐานะซีรีส์ที่มีผู้รอคอยมากที่สุดในปี 2020

3. เป็นซีรีส์ที่นำเสนอเรื่องราวของสัตว์ประหลาด
นอกเหนือจากนักแสดงและผู้กำกับที่มากความสามารถแล้ว เรื่องราวของสัตว์ประหลาดก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สำหรับซีรีส์เรื่องนี้สัตว์ประหลาดก็ถือเป็นนักแสดงนำและมีบทบาทสำคัญในซีรีส์มาก ในเรื่องการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “Lotus Root Monster” (ตั้งชื่อตามผู้ชมเพราะศีรษะด้านบนถูกตัดออกไป) ได้รับการออกแบบท่าทางโดยคิมซอลจิน เขาเป็นนักเต้นยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของเกาหลีที่คนทั่วไปจะคุ้นเคยในรายการ Dancing 9 เขาใช้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติเป็นข้อมูลอ้างอิงในการสร้าง “การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอด” สำหรับมอนสเตอร์ใน ‘Sweet Home’ ก็ยังมีมอนสเตอร์ตัวอื่น ๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Muscle Monster และ Bloodsucking Monster
นอกจากนี้ทรอย เจมส์ (Troy James) ผู้เข้าแข่งขันรายการ Got Talent ของออสเตรเลีย เขาเป็นที่รู้จักในนามมนุษย์แมงมุม เขาบินไปเกาหลีเป็นพิเศษเพื่อถ่ายทำซีรีส์ Sweet Home โดยเขาได้นำเสนอการเคลื่อนไหวและบุคลิกของ “สัตว์ประหลาดแมงมุม” โดยการใช้การเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

4. ใช้ภาพคุณภาพสูง เทคนิคพิเศษและคอมพิวเตอร์กราฟิกชั้นยอด
ภาพของสิ่งมีชีวิตใน Sweet Home ถูกนำมารวมกันโดย Legacy Effects และ Spectral Motion พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมเอฟเฟกต์พิเศษและ FX สตูดิโอที่ดีที่สุดในฮอลลีวูดซึ่งผลงานของพวกเขาก็เป็นที่รู้จักในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ เช่น ซีรีส์ Avengers, ซีรีส์ X -men, Avatar และ Westworld ส่วนทีม VFX ชั้นนำใน เกาหลียังเข้าร่วมในการผลิต Sweet Home ในฐานะนักผลิตกราฟิกแนวหน้า มีการใช้การถ่ายทำเสมือนจริง มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบวิดีโอที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก (CG) ได้แบบเรียลไทม์ พวกเขามีส่วนร่วมในการสร้าง CG ที่ซับซ้อนและให้ภาพที่งดงามมาก อีกทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ก็เคยถูกนำมาใช้ในการผลิต Game of Thrones และ Aquaman แล้วด้วย หากคุณได้ดูซีรีส์เรื่องนี้คุณจะพบกับความอลังการล้านเจ็ดของเอฟเฟกต์และ CG
นอกจากมีการนำเสนอเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังใช้สีสื่อถึงอารมณ์ของตัวละคร ซีรีส์เรื่องนี้จะใช้โทนสีเขียวและสีแดงเพื่อแสดงให้เห็นถึงอารมณ์และความหวาดกลัวของตัวละคร การใช้โทนสีนี้จะทำให้ภาพที่เราเห็นดูโดดเด่นมากขึ้น ขอบอกเลยว่าหากคุณได้ดูซีรีส์เรื่องนี้คุณจะพบว่ามันคุ้มค่ามาก

5. คุณอาจจะได้สัมผัสถึงความหมายของชีวิตเมื่อได้ดูซีรีส์
เนื้อเรื่องของ Sweet Home ครอบคลุมเรื่องราวการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวและการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ซีรีส์จะให้ผู้ชมสัมผัสถึงความหมายของชีวิตและเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ไตร่ตรองถึงความปรารถนาในชีวิต ผู้กำกับอีอึนบกได้ถ่ายทอดตัวละครด้วยบุคลิกและเรื่องราวในเชิงลึก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสะท้อนเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจ ซีรีส์ Sweet Home คาดหวังในตัวเองว่าพวกเขาจะให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้ชมที่ช่วยให้พวกเขามองผู้อื่นจากมุมมองที่แตกต่างออกไปด้วย

คำเตือน ก่อนดูสวีทโฮม !
เนื่องจากซีรีส์เรื่องนี้มีเนื้อเรื่องทั้งหมด 140 ตอนในเว็บตูน การนำทั้ง 140 เรื่องมาสร้างเป็นซีรีส์เพียงแค่ 10 ตอนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย และตอนนี้หากคุณดูจบแล้วคุณคงคาดหวังให้ทางเรื่องมีซีซั่นที่ 2 แต่ก็ยังไม่ได้รับการคอนเฟิร์มว่าจะมีซีซั่นที่ 2 หรือไม่ หากคุณเป็นแฟนตัวยงของเว็บตูนเรื่องนี้อาจมีบางอย่างที่จะทำให้คุณผิดหวัง เราจะขอสรุปคร่าว ๆ ดังนี้

ความผูกพันระหว่างตัวละครบางตัวไม่ได้เชื่อมโยงกันเหมือนที่แสดงในเว็บตูน ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ของชาฮยอนซูและยุนจีซูไม่ได้มีโอกาสเติบโตเลยไม่เหมือนในเว็บตูน ฉากเดียวที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของพวกเขาคือตอนที่ชาฮยอนซูบอกยุนจีซูว่าเพลงของเธอทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้านเท่านั้น
ซีรีส์ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับความปรารถนาภายในของสัตว์ประหลาดซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนที่ผู้อ่านเว็บตูน ชื่นชอบ

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้อ่านเว็บตูน ซีรีส์เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่ แตกต่างจากซีรีส์ที่มีพล็อตเอาชีวิตรอดหลังวันสิ้นโลกโดยทั่วไป เพราะฉากของซีรีส์เรื่องนี้จะอยู่ในอพาร์ทเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ชื่อว่า Green Home เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลบหนีจากบางสิ่งบางอย่างหรือค่อนข้างโหยหาสิ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ แทนที่จะเป็นซอมบี้ซีรีส์เรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องราวของสัตว์ประหลาด สำหรับผู้อ่านเว็บตูนที่วางแผนจะรับชมซีรีส์เรื่องนี้ เราขอแนะนำให้คุณเปิดใจและไม่ยึดติดกับต้นฉบับมากเกินไปเพราะการปล่อยวางจะทำให้คุณดูซีรีส์เรื่องนี้ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว The King Eternal Monarch การกลับมาของ ‘อีมินโฮ’ ในโลกคู่ขนาน

รีวิว The King Eternal Monarch การกลับมาของ ‘อีมินโฮ’ ในโลกคู่ขนาน

the king eternal monarch

รีวิว  ‘The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ’ ซีรีส์เปิดตัวแรงที่โชว์ให้เห็นทั้งงานสร้างสุดอลังการ และพล็อตเรื่องที่น่าสนใจได้ตั้งแต่ทีเซอร์ตัวแรกที่ปล่อยออกมา ทั้งยังเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกของ ‘อีมินโฮ’ ในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่โบกมือลาแฟน ๆ เข้ากรมทหารไป การกลับมาครั้งนี้ของสามีแห่งชาติจึงเข้ามาสร้างความคาดหวังเอาไว้ในใจคนดูในทันที ว่ามันจะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งซีรีส์แห่งปี ไม่แพ้ Crash Landing On You อย่างแน่นอน

เรื่องย่อ
ซีรีส์แนวโรแมนติก-แฟนตาซี เล่าเรื่องราวของจักรพรรดิ ‘อีกน’ (แสดงโดย อีมินโฮ) กษัติย์หนุ่มแห่งจักรวรรดิเกาหลีที่พยายามจะปิดประตูโลกคู่ขนาน ที่ครั้งหนึ่งถูกเปิดขึ้นออกโดย ‘อีริม’ (แสดงโดยโดย อีจองจิน) อาชญากรร้ายผู้มีศักดิ์เป็นลุงแท้ ๆ ที่พยายามตั้งตนเป็นกบฏเพื่อโค่นล้มอำนาจเก่า และหมายจะฆ่าเขาให้ตายตั้งแต่ยังเด็ก และแม้ว่าปีศาจร้ายตนนี้จะสามารถหลบหนีการตามล่าของเหล่าทหารองค์รักษ์ไปสู่อีกโลกคู่ขนานได้สำเร็จ แต่ทางด้านสายสืบสาวในโลกปัจจุบันอย่าง ‘จองแทอึล’ (แสดงโดย คิมโกอึน) ที่ได้รับรู้ถึงความจริงของเรื่องโลกขนานและภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้โลกของเธอมากขึ้นทุกที เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคนที่เธอรักไว้ให้ได้ ด้วยการร่วมมือกับ อีกน นั่นเอง

เขียนบท : คิมอึนซุก (ผลงานที่ผ่านมา Goblin , Descendants of the Sun , The Heirs ฯลฯ)

กำกับ : แพคซังฮุน (ผลงานที่ผ่านมา Descendants of the Sun , School 2015 ฯลฯ)

จำนวนตอนทั้งหมด : 16 Episodes

นักแสดงนำ :
อีมินโฮ แสดงเป็น พระเจ้าอีกน
คิมโกอึน แสดงเป็น ลูน่า และ จองแทอึล
อูโดฮวาน แสดงเป็น โจอึนซอบ และ โจ ยอง

ความรู้สึกหลังดู
โลกคู่ขนานในฉบับเกาหลี
มันก็จริงที่ ‘The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ’ อาจไม่ใช่ซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่พยายามจะดึง ‘ทฤษฎีโลกคู่ขนาน’ มาใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินเนื้อเรื่อง เพราะไม่ว่าจะเป็น Signal , Time Slip Dr. Jin , W two worlds ฯลฯ ต่างก็เป็นซีรีส์เกาหลีชั้นเยี่ยมที่เล่าเรื่องราวในโลกคู่ขนานให้ออกมาลึกซึ้งและสนุกสนาน จนสร้างความประทับใจให้คนดูได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็คงไม่มีซีรีส์เรื่องไหนที่กล้าบ้าบิ่นมากพอจะรื้อประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริงของชาติตัวเองกลับไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญบางอย่างในอดีต แล้วล้างไพ่ทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างโลกอีกใบขึ้นมาใหม่ โลกที่ไม่เคยมีอยู่จริง โลกที่ไม่มีตัวอย่างใดให้เห็น โลกที่จักรวรรดิเกาหลี (the Kingdom of Corea) ยังไม่สิ้นการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์แบบทุกวันนี้ และยังคงดำรงการปกครองโดยราชวงศ์มาได้จนถึงปัจจุบัน

เราจึงจะได้เห็นอารยธรรมใหม่ บรรยากาศใหม่ของจักรวรรดิเกาหลี ที่ยังคงกลิ่นอายเดิมที่เราคุ้นเคยไว้ได้อย่างดี แต่ก็มีรสชาติใหม่ ๆ ผสมเข้ามา ทั้งราชวังที่สวยงามตระการตาแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหน รถรางใจกลางเมืองหลวงพร้อมสภาพเมืองที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งพระราชพิธีต่าง ๆ ก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้อย่างงดงามและสมจริงจนน่าขนลุก

และเมื่อพูดถึงเรื่องราวของโลกคู่ขนานแล้ว แน่นอนว่าอีกหนึ่งความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็ต้องตกไปอยุ่ที่ปม ‘ตัวละคร’ ต่าง ๆ ที่หากว่า ตัวเราในโลกหนึ่งเป็นคนแบบนี้ แต่ตัวเราอีกคนในอีกโลกหนึ่งก็จะกลับเป็นคนละขั้วกันเลยทีเดียว เช่น นิสัยใจคอ พื้นฐานตระกูลและครอบครัว รวมไปถึงชนชั้นทางสังคมที่ต่างเป็นคู่ตรงข้ามของกันและกันเหมือนกับ ‘หยินหยาง’ ทำให้สามารถสอดแทรกประเด็นสังคมสุดฮอตอย่างเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำในสังคม’ ในเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนและน่าสนใจ ส่งผลให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูมีคุณค่า และดูคุ้มค่าต่อการรับชมมากเลยทีเดียว

นักแสดงหญิงคิมโกอึน ใน The King Eternal Monarch

รีวิว  เนื้อเรื่องเปิดปัง แผ่วปลาย คล้ายจะหลับ
และเมื่อเราถูกซีรีส์หลอกล่อให้ตายใจด้วยงานสร้างสุดอลังการแล้ว เราจึงเต็มใจพาตัวเองมานั่งหน้าจอทีวีแล้วเปิดซีรีส์เรื่องนี้ดูอย่างใจจดใจจ่อในทันที ซึ่งการเปิดซีรีส์ด้วยเหตุการณ์การลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอีโฮกษัตริย์แห่งจักวรรดิเกาหลี เพื่อทำการแย่งชิงสมับัติชาติอย่าง ‘มันพาชิกช็อก’ ขลุ่ยวิเศษที่จะนำมาซึ่งพลังอำนาจลึกลับมาให้ผู้ถือครอง จนนำไปสู่เรื่องราวในยุคปัจจุบันนั้นถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ทั้งฉากแอ็กชันสุดลุ้นระทึก ที่มีส่วนผสมของพาร์ตความเป็นแฟนตาซีและฉากแอ็กชันไว้อย่างลงตัว ซึ่งมุมกล้องที่ใช้ก็ถือว่าแปลกใหม่เหมาะสมในการเล่าเรื่องราวแนว ๆ นี้มาก ไปจนถึงการวางปมดรามาของแต่ละตัวละคร ก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างเข้มข้นน่าติดตาม ภาพรวมทั้งหมดในช่วงแรกจึงเรียกได้ว่าสมกับเป็นซีรีส์เกาหลีทุ่มทุนสร้างของปีนี้เลยจริง ๆ

แต่เมื่อผ่านช่วงแรกไปได้ไม่นาน กราฟความน่าตื่นเต้นและน่าติดตามต่าง ๆ ก็ลดฮวบจนน่าตกใจ เพราะว่าใน 1 ตอนที่กำลังจะหมดไปนั้น ซีรีส์แทบไม่ได้ทำอะไรกับเวลาที่เหลือให้คุ้มค่าเลยนอกจากการแนะนำตัวละครให้เราได้พอรู้จักไปอย่างผิวเผิน แล้วทิ้งปมเรื่องในตอนแรกไปซะดื้อ ๆ โดยที่ไม่มีการขยี้หรือขยายความจุดสำคัญใด ๆ เพิ่มเติมอีกเลย เนื้อเรื่องทั้งหมดจึงดำเนินไปอย่างอืดอาดยืดยาด เต็มไปด้วยบทสนทนาหลวม ๆ และมุกตลกแห้ง ๆ ในบางช่วง ที่กล้าพูดเลยว่า ถ้าไม่มีความหล่อสบายตาของ อีมินโฮ ช่วยเอาไว้ ก็อาจจะจอดกับเรื่องนี้ไปตั้งแต่ Ep. แรกนี่แหละ

เสน่ห์ล้นเหลือของ ‘คิมโกอึน’ ที่ช่วย #saveเนื้อเรื่อง เอาไว้ได้
แม้ระหว่างทางที่กำลังฉายซีรีส์เรื่องนี้อยู่จะเจอมรสุมทั้งกระแสซีรีส์ที่ไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด หรือจะเกิดกระแสแอนตี้ ‘คิมโกอึน’ ในบทบาทนางเอกคู่กับพระเอกดังอย่าง ‘อีมินโฮ’ ขึ้นทั้งในเกาหลีและไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เพราะไม่สวยพอจึงทำให้ซีรีส์แป้ก’ ‘เพราะไม่เด่นพอจะเคียงคู่กับพระเอกดัง’ หรือแม้กระทั่ง ‘ทำไมถึงเป็นนางเอกได้ทั้งที่หน้าตาธรรมดา’ และอีกสารพัดเหตุผลที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ในฐานะคนที่เลือกจะดู Ep. 2 ต่อไป ‘คิมโกอึน’ นี่แหละคือความหวังเดียวของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้!

เพราะทั้งตอนของ Ep. 2 นั้นเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ อืดอาดยืดยาด และการเล่าเรื่องชวนหลับแทบทั้งสิ้น จนเรื่องราวไม่มีอะไรคืบหน้าไปมากกว่า Ep. 1 เลย แถมยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าคาแร็กเตอร์ ‘พระเจ้าอีกน’ (แสดงโดยอีมินโฮ) นั้น นอกจากการตีความบทบาทและแสดงออกถึงบุคลิกความเป็นกษัตริย์หนุ่มผู้แสนสุขุมและอบอุ่นที่มินโฮเองก็ทำได้ดีแล้ว มุมอื่น ๆ ที่เหลือของตัวละครนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรที่ทำให้เราภักดีกับซีรีส์เรื่องนี้ได้อีกต่อไป ทั้งความบทพูดแสนน้ำเน่าที่ชอบโพล่งออกมาแบบไม่รู้เวล่ำเวลา ความเพ้อเจ้อ และดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรใด ๆ เลย กับการที่เขาหลงมิติมายังที่ไหนก็ไม่รู้ แถมยังหาทางกลับไม่ได้ การพบเจอกับเรื่องราวแฟนตาซีหลุดโลกขนาดนี้ เรากลับไม่ได้เห็นความพยายามแก้ปัญหาหรือท่าทีตระหนกใด ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังมีเวลามาใจเย็นตามจีบนางเอกด้วยคำพูดคำจาที่ดูไม่น่าเชื่อถือ พร่ำเพ้อถึงแต่เรื่องอีกโลกหนึ่งอยู่ได้ทุกวี่วัน จนกลายเป็นตัวละครน่ารำคาญไปซะงั้น ความพังหลาย ๆ อย่างใน Ep. 2 ล้วนมีส่วนทำให้ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้มาถึงจุดวิกฤตหนักเข้าจนได้

แต่ในทางตรงกันข้าม กับบทบาทตำรวจหญิงแกร่งอย่าง ‘จองแทอึล’ (นำแสดงโดย คิมโกอึน) ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ ไม่ได้สวยสะดุดตาอะไรมากมาย (ขนาดแต่งหน้าน้อย ๆ ยังน่ารักขนาดนี้) แต่เธอมาพร้อมคาแร็กเตอร์หญิงสาวผู้แข็งแกร่งทั้งภายนอกและภายใน นิสัยขวางโลกไม่ยอมใคร และเลือกจะเก็บซ่อนความอ่อนไหวเอาไว้ เธอจึงกลายเป็นตัวละครชูโรงที่มีมิติด้านอารมณ์มากกว่าตัวละครไหน ๆ และนั่นจึงเป็นเสน่ห์เดียวของเรื่องราวที่เรายังพอจะไปต่อด้วยได้ แม้ในใจจะแอบคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้มันควรดีได้มากกว่านี้ก็เถอะ

รายละเอียดแน่น เผยให้เห็นความใส่ใจ
อย่างที่เกริ่นเอาไว้ในช่วงแรกว่านี่คือซีรีส์ที่งานสร้างอลังการ ภาพสวยสมจริง มุมกล้องปราณีต และนักแสดงก็ดูสวยหล่อน่ามองไปหมด บ่งบอกให้เห็นถึงความพิถีพิถันตั้งใจของทีมงาน จนในใจก็แอบหยวน ๆ ให้กับความพังในบางจุดของเนื้อเรื่องได้อยู่ ถึงแม้ว่าการดำเนินเรื่องยังคงไม่คืบหน้าเท่าไหร่นัก แต่ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทางบ้างแล้วใน Ep. 3 – Ep. 6 ที่ซีรีส์ยังคงทำหน้าที่หย่อนปมปริศนาเพิ่มเติมและเริ่มขยี้จุดชวนสงสัยในตอนก่อนหน้านี้มากขึ้น แถมแต่ละตัวละครก็เริ่มมีพัฒนาการที่น่าสนใจให้ได้เห็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เช่น การเล่าถึงแผนการอันแยบยลของตัวร้ายสุดโหดอย่าง ‘อีริม’ ที่จะกลับมาทวงบัลลังก์คืนในไม่ช้า หรือแม้กระทั่งการมาถึงอีกโลกหนึ่งเป็นครั้งแรกของนางเอก รวมไปถึงชั้นเชิงการเล่าเรื่องของซีรีส์ ที่เริ่มจะผูกโยงเรื่องราวที่ปูทางเอาไว้แต่แรกให้คนดูได้เข้าใจและร่วมลุ้นไปกับตัวละครมากขึ้น แต่ประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ ที่จะชวนให้เราหยิบยกขึ้นมาพูดถึงนั้นยังคงมีน้อยมากเหลือเกิน ถ้าแทบกับซีรีส์อื่น ๆ ที่มีจำนวนตอนมากขนาดนี้แล้ว จนหวังว่าใน Ep. ต่อ ๆ ไปซีรีส์จะเริ่มรู้ทันคนดูและพยายามเร่งเครื่องให้มากกว่านี้ เพราะไม่อย่างนั้นความตั้งใจในการทำซีรีส์ของทีมงาน และความตั้งใจในการติดตามดูต่อของคนดู ก็คงจะเสียเปล่าพอ ๆ กันอย่างน่าเสียดาย

เอาเป็นว่ายังไงก็ตาม เราก็ยังไม่ถึงกับหมดหวังกับ ‘The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ’ ไปซะทีเดียว เพราะถ้าหากเราลองปรับโฟกัสออกจากตัวบทและการดำเนินเรื่องที่มีปัญหาแล้ว เราก็จะค้นพบว่ายังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งทัพนักแสดงคุณภาพ ความสวยงามของงานภาพและเพลงประกอบที่เพราะติดหู รวมไปถึงโมเมนต์หวาน ๆ ชวนจิ้นระหว่างราชากับองครักษ์หนุ่ม เอ้ย! ราชากับตำรวจสาวต่างโลก ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นกำลังใจที่ดี ที่จะทำให้ให้แฟนซีรีส์ยังคงมีหวังและอยากติดตามเป็นกำลังใจให้ทีมงานสร้างผลงานดี ๆ ต่อไปให้ได้อยู่ดีแหละ จริงไหมล่ะ? ดูหนังออนไลน์