ชีสเค้กทอมแอนด์เจอร์รี่ สูตรคีโต ไม่ต้องอบ ไม่ใส่แป้ง และไม่มีน้ำตาล

ชีสเค้กทอมแอนด์เจอร์รี่ สูตรคีโต ไม่ต้องอบ ไม่ใส่แป้ง และไม่มีน้ำตาล

เค้กมินิมอล

ทั้งทรงกลมแบบเดิม เป็น 3 มิติโดดเด่น หรือจะตัดแบ่งเป็นชิ้นพอดีคำ ไปจนถึงแบบเรียบ ๆ แต่ดูดีในสไตล์มินิมอล เน้นความอร่อยที่เนื้อเค้กและท็อปปิ้งสำหรับตกแต่ง แถมวิธีทำก็ง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก จะทำให้เป็นเค้กวันเกิดกินในครอบครัว ของฝากสำหรับญาติเพื่อนฝูง หรือจะทำขายเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ก็เข้าท่า วันนี้เราจึงได้รวบรวมสูตรเค้กมินิมอลสุดคิวต์อร่อย ๆ ที่แสนง่ายมาฝากกัน

ส่วนผสม ฐานชีสเค้ก

  • แป้งอัลมอนด์ 20 กรัม
  • ผงโกโก้ 10 กรัม
  • อิริทริทอล (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) 15 กรัม
  • เนยละลาย 20 กรัม

ส่วนผสม ครีมชีส

  • แผ่นเจลาติน 1/2 แผ่น
  • น้ำอุ่น
  • ครีมชีส 50 กรัม
  • อิริทริทอล (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) 25 กรัม
  • วิปปิ้งครีม 100 กรัม
  • สีผสมอาหารตามชอบ

วิธีทำ ชีสเค้กทอมแอนด์เจอร์รี่

  1. ทำฐานเค้กก่อนโดยผสมแป้งอัลมอนด์ โกโก้ และอิริทริทอล เข้าด้วยกัน แล้วตามด้วยเนยละลาย กรุที่ก้นพิมพ์ แล้วนำไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที
  2. ทำตัวชีสเค้ก เริ่มจากแช่แผ่นเจลาตินในน้ำอุ่นทิ้งไว้ จากนั้นผสมครีมชีส (อุณหภูมิห้อง) กับอิริทริทอล คนให้เนียน ตามด้วยเจลาตินและสีผสมอาหาร คนให้เข้ากัน
  3. ตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอดอ่อน จากนั้นเทส่งไปในส่วนผสมครีมชีส และใส่สีผสมอาหาร จากนั้นคนให้เข้ากัน
  4. แกะฐานช็อกโกแลตที่เซตตัวแล้วออกมา จากนั้นหยอดตัวชีสเค้กลงในพิมพ์ และวางทับด้วยตัวฐานช็อกโกแลต แล้วนำไปแช่ช่องแข็งประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้เซตตัว เมื่อครบเวลา จึงนำออกมาแกะจากพิมพ์ และเสิร์ฟได้เลย

เค้กเลมอน กินกับชา-กาแฟยามบ่ายหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

เค้กเลมอน กินกับชา-กาแฟยามบ่ายหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

เค้กมินิมอล

ทั้งทรงกลมแบบเดิม เป็น 3 มิติโดดเด่น หรือจะตัดแบ่งเป็นชิ้นพอดีคำ ไปจนถึงแบบเรียบ ๆ แต่ดูดีในสไตล์มินิมอล เน้นความอร่อยที่เนื้อเค้กและท็อปปิ้งสำหรับตกแต่ง แถมวิธีทำก็ง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก จะทำให้เป็นเค้กวันเกิดกินในครอบครัว ของฝากสำหรับญาติเพื่อนฝูง หรือจะทำขายเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ก็เข้าท่า วันนี้เราจึงได้รวบรวมสูตรเค้กมินิมอลสุดคิวต์อร่อย ๆ ที่แสนง่ายมาฝากกัน

ส่วนผสม เค้กเลมอน

  • เนยสดรสเค็ม 100 กรัม
  • ครีมชีส 110 กรัม
  • น้ำตาลทราย 80-90 กรัม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • แป้งอเนกประสงค์หรือแป้งเค้ก 135 กรัม
  • ผงฟู 1 ช้อนชา
  • น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผิวเลมอน 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
  • สีผสมอาหารสีเหลือง
  • เลมอน (สำหรับแต่ง)

ส่วนผสม ไอซิ่งเกลซมะนาว

  • ไอซิ่ง 150 กรัม
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ เค้กเลมอน

  1. ตีเนยและครีมชีสจนเข้ากัน จากนั้นใส่น้ำตาลทราย ไข่ไก่ ตีปั่นจนเข้ากัน จากนั้นร่อนแป้งและผงฟูตามลงไป
  2. ตะล่อมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่น้ำและผิวเลมอน จากนั้นใส่สีผสมอาหารสีเหลืองลงไป
  3. นำส่วนผสมมาหยอดใส่พิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟลน-ล่าง ประมาณ 20-25 นาที เมื่อครบเวลานำออกมาพักบนตะแกรงให้เย็น
  4. ทำไอซิ่งเกลซโดยผสมน้ำมะนาวกับน้ำตาลไอซิ่ง คนให้เข้ากัน บีบหรือราดบนตัวเค้ก และตกแต่งด้วยเลมอนตามชอบ

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูอีกรอบ ก็แอบอมยิ้มไม่ได้ - Pantip

รีวิว HIGHLIGHTS6 MINS. READ
ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train to Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ
บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้า แล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน
ในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์
“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้

หากคุณยังคงตราตรึงใจกับหนังไทยแนวความรักใส ๆ ของคนแอบรักที่พยายามทำทุกอย่างให้ได้ใจเขาในอดีตก็คงต้องนึกถึงหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูเป็นร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งได้นักแสดงนำอย่างคริส หอวังและเคน ธีรเดชมาเป็นคู่พระนางในเรื่องก็ยิ่งทำให้เคมีคู่กันจนถล่มรายได้แบบพุ่งกระฉูดจนส่งผลให้เพลงประกอบหนังอย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ของ Instinct ดังมาจนถึงปัจจุบันไปด้วย

แต่หากใครที่เพิ่งมาเป็นคอหนังรุ่นใหม่ เราก็แนะนำว่าต้องลองติดตามเพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจจะเป็นหนังในดวงใจของคุณอีกเรื่องก็ได้

เรื่องย่อหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เหมยลี่”สาวออฟฟิศที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอแต่งงานแล้ว จนกระทั่งในคืนวันแต่งงานของเพื่อนเธอซึ่งทำเอาเหมยลี่เมาหนักจนนอนบนเตียงที่คอนโดแทนที่คู่บ่าวสาว

เมื่อสร่างเมาแล้วเธอจึงได้ขับรถกลับบ้านแต่ด้วยความที่ยังคงมึนอยู่จึงทำให้ขับรถไถเข้าไปข้างทาง “ลุง”จึงช่วยเข้ามาดูรถทำให้ทั้งสองได้พบกันจนเป็นจุดเริ่มต้นที่โชคชะตาได้นำพาให้เหมยลี่ต้องมาโคจรเจอกับลุงเรื่อย ๆ จนทำของส่วนตัวเขาพังหลายอย่าง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น

– ความน่าสนใจของหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้บอกเล่าถึงมุมมองคนโสดซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับคนวัยทำงานที่ควรจะได้แต่งงานมีครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางเอกซึ่งเป็นตัวแทนคนโสดกลับยังหาแฟนไม่ได้เพราะความที่เป็นคนซุ่มซ่าม เปิ่น ๆ เธอจึงรู้สึกเหงาซึ่งมันค่อนข้างจะโดนใจผู้ชมหลายคนมากแบบอินจัดกับโมเม้นต์ชีวิตนาง

จนกระทั่งฟ้าได้ส่ง “ลุง” (ใช่แล้ว! นี่คือชื่อของพระเอก คือปังตั้งแต่ชื่อตัวละครคิดดู) พระเอกของเราที่เป็นวิศวกรรถไฟฟ้าให้ต้องมาถูกนางเอกป่วนชีวิตทำของพังทุกครั้งที่พบกัน ซึ่งนางเอกที่ตกหลุมรักพระเอกมาตั้งแต่แรก นางก็พยายามจะซ่อมสิ่งที่ทำพังให้พระเอกจนพวกเขาได้มาพบกันหลายครั้งและสนิท พระเอกก็เป็นคนที่ยิ้มง่าย อบอุ่น และใจดีเกินเบอร์จริง ไม่โกรธหรือต่อว่านางเอกสักคำ พ่อของลูกที่แท้ทรู

ในเรื่องจะมีฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กระหว่างที่ก่อให้เกิดความรักระหว่างคู่พระนางมากมาย เช่น ฉากเล่นน้ำสงกรานต์ที่พระเอกหล่อทะลุแป้ง ฉากที่ทั้งคู่พากันไปท้องฟ้าจำลอง และได้ชวนลุงดูดาวหางที่กำลังจะมาถึงโลกในเร็ว ๆ นี้ซึ่งเขาก็ตกลง แถมนางก็หึงพระเอกมากด้วยเวลามีน้องที่รู้จักกันมาเข้าใกล้พระเอก มีความฮาและโรแมนติกครบจบในเรื่องเดียวจริง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกให้เบอร์นางเอกในรถไฟฟ้านี่ผู้ชมกรี๊ดกันลั่นโรงเลย

– ข้อคิดดี ๆ จากหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้สอนให้เรารู้ว่า ความรักก่อเกิดได้จากการเรียนรู้ การให้เวลาในการทำความรู้จักกัน อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า “รัก”ออกมา แค่เพียงให้เวลา สถานที่ จิตใจ และการรอคอยเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วหากเขารักคุณจริงก็จะกลับมาหาคุณเอง

ปฏิบัติการคว้าผู้ชายกลางคืนมาเป็นเจ้าของหัวใจจึงเกิดขึ้น

หนังเล่นกับมุกตลกฮาๆ มากมายทุกฉาก จนคนดูพากันหัวเราะอย่างไม่หวาดไม่ไหว เพราะความเปิ่นๆ ฮาๆ ของเหมยลี่ บวกการตัดต่อแบบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่โอเวอร์แอ็คติ้งนิดๆ มีคิดในใจให้ได้ยิน หนังของ GTH เคยส่งให้หลายคนโด่งดังไปหลายคน เรื่องนี้คงไม่พ้น ทำให้ชื่อ “คริส หอวัง” โด่งดังกว่าเดิมอีกหลายเท่า นอกจากนี้ ยังคิดถูกที่เลือก “เคน” มาแสดง เพราะเขาคือผู้ชายที่หญิงไทยหลายคนเพ้ออยู่ จึ๊ดแน่นอน เพราะพวกเธอต้องคิดว่าตัวเองกำลังเป็น “เหมยลี่” อยู่แน่ๆ

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

PANTIP.COM : A11429987 "เด็กหอ (2006)" ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมตอนไปดูรอบแรกถึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้... [หนังไทย]
รีวิวหนัง เด็กหอ เป็นภาพยนตร์ไทย แนวสยองขวัญที่ถูกนำเข้ามาฉายเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 กำกับการแสดงโดยทรงยศ สุขมากอนันต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการร่วมลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ถึง 3 บริษัท ได้แก่ GMM GRAMMY, Thai Entertainment, Hub Ho Hin แต่ปัจจุบันบริษัท Thai Entertainment พร้อมกับนักแสดงนำ จินตหรา สุขพัฒน์ (แหม่ม) แสดงเป็น ครูปราณี , ชาลี ไตรรัตน์ (แน็ก) แสดงเป็น ต้น หรือ ชาตรี , ศิรชัช เจียรถาวร (ไมเคิล) แสดงเป็น วิเชียร โดยเนื้อเรื่องถูกสร้างมาจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงโดยเป็นเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาจากโรงเรียบ อัสสัมชัญ ศรีราชา โดยตัวละคร วิเชียรนั้น ก็มีอยู่จริงซึ่งเด็กคนนั้นได้ประสบอุบัติเหตุในขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเด็กคนนั้นก็ชื่อวิเชียรเหมือนกัน นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบรรดาลใจให้กับผู้กับที่ได้กำกับภาพยนต์เรื่องนี้

ซึ่งเนื้อหา และเรื่องราวของภาพยนตร์นั้นสามารถสื่ออารมณ์ได้เป็นอย่างดี ในหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนนั้นสอดแทรกให้ได้คิด การดำเนินเรื่องราวของภาพยนต์บอกได้เลยว่าชวนให้น่าติดตามเป็นอย่างมากทำให้ลุ้นได้ทุกฉากทุกตอน ในด้านตัวละครในเรื่องนั้นผู้กำกับได้เสนอในแง่มุมต่างๆ และสามารถดึงความเก่งความสามารถของนักแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เช่น ครูปราณีที่มีความรักลูกศิษย์มาก ถึงแม้จะมีความดุและความเข้มงวดมากก็ตาม แต่ในความดุและความเจ้าระเบียบก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเช่นกันและสาเหตุที่ทำให้ครูปราณีมีนิสัยแบบนี้ก็เพราะเหตุการที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์อย่างวิเชียร ทำให้เธอโทษตัวเองว่ามีส่วนผิดนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอนั้นมีความเข้มงวดมากขึ้นถ้านับว่า การบิ้วท์อารมณ์ของผู้ชมจะใช้เสียงดนตรีเป็นหลักซึ่งมันทำให้ภาพยนต์ให้ความรู้สึกผวาและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนังผีไทยอันดับต้นๆ ที่เราไม่ควรพลาดเช่นกัน

เรื่องย่อ ของภาพยนตร์เรื่องเด็กหอ
การเปิดเรื่องเปิดได้อย่างหน้าสนใจโดยเปิดมาที่ ชาตรี เด็กชายวัย 12 ปี ถูกพ่อแท้ๆส่งมาเรียนที่โรงเรียนประจำ เพราะเขาดันไปรู้ความลับของพ่อเขา ทำให้ต้องถูกย้ายโรงเรียนใหม่ตั้งแต่กลางเทอม โดยที่เขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และที่นอนที่เขาต้องพักอาศัยอยู่รวมถึงการปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ พอเขามาถึงที่หอพัก ครูได้พาเขาไปที่เตียงแจ้กฎต่างๆของโรงเรียนให้เขารับทราและด้วยความที่เขาเป็นเด็กใหม่ที่ถูกย้ายมากลางเทอมทำให้เขาไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียวทำให้เขาชอบหนีไปอยู่สระว่ายน้ำเก่าๆหลังโรงเรียนคนเดียวบ่อยๆ และนั้นก็เป็นเหตุการณ์ทำให้เขาได้ไปรู้จักกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่เหมือนจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโรงเรียบนี้ หลังจากนั้นมิตรภาพระหว่างเพื่อนก็ได้เกิดขึ้น จนวันหนึ่งชาลีได้รู้ความจริงว่าวิเชียรไม่ใช่คน แต่เป็นผี ทำให้เขาถอยห่างออกจากวิเชียรด้วยความกลัว แต่เพราะความผูกพันธ์ และมิตรภาพระหว่างเพื่อนทำให้เขาได้เริ่มสืบค้นหาการตายของวิเชียร สาเหตุที่วิเชียรไม่ไปเกิดทำให้เขาได้ล่วงรู้ความลับของโรงเรียน เขาจึงได้หาวิธีเพื่อปลดปล่อยให้เพื่อนของรวมถึง การไปอธิบายช่วยให้ครูปราณีเลิกโทษตัวเองว่าตนเป็นสาเหตุที่ทำให้วิเชียรตาย จากนั้นเขาได้ไปถอดวิญญาณของตัวเองออกมาเพื่อไปช่วยเพื่อน หลังจากนั้นวิเชียรโดยได้ไปช่วยเพื่อนเขาจากการจมน้ำ ทำให้วิเชียรหลุดพ้นจากบวงกรรมและก็ได้ไปเกิดใหม่ โดยฉากตอนสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันธ์ของมิตรภาพระหว่างเพื่อนออกมาให้คนดูได้เห็นว่าทั้งคู่นั้นผูกพันธ์กันมากแค่ไหน

รีวิว บทสรุปและการตีความของภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ
แก่นของหนังเรื่องนี้ต้องการสื่อถึงมิตรภาพที่สวยงามที่แม้แต่ความตายก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปิดเรื่องมาที่พ่อของชาลีได้ส่งชาลีไปเรียนที่โรงเรียนประจำซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุ หรือ จุดเริ่มต้นของการพบเจอกันของชาลีและวิเชียร ทำให้เรื่องราวต่างๆได้เกิดขึ้น โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นถึงฉากผีที่หลอนจนขนลุก และผีในเรื่องไม่ได้มีความอาฆาตหรือการตามล้างแค้นใคร แต่เป็นการกล่าวถึงเรื่องราวของมิตรภาพของเด็ก2 คนที่มีให้ต่อกันแบบเพื่อน โดยจะสื่อให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆของตัวละคร โดยฉากส่วนใหญ่จะอยู่ที่สระน้ำแห่งหนึ่งในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีและฉากที่เอามาฉายส่วนใหญ่จะเป็นฉากตอนกลางคืนหากเป็นฉากไหนต้องถ่ายทำตอนกลางวันก็จะเป็นโทนสีหม่นๆเพื่อสร้างความสยองขวัญให้กับหนัง การเล่าเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ผู้กำกับสามารถเสนอเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยการดำเนินเรื่องนั้นผู้กำกับจะสร้างปมให้คนดูได้แก้และติดตามและค่อยๆ เฉลยทุกอย่างมาในฉากสุดท้ายซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

ตัวอย่าง เด็กหอ (Official Trailer) - YouTube

รีวิวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกวิจารณ์ในเว็ปพันทิปว่าเป็นหนังที่มีเค้าโครงคล้ายกับภาพยนต์สเปนเรื่อง EI Espinoza del diablo(The Devil’s backbone) แต่ผู้กำกับอย่างทรงยศได้ออกมากล่าปฏิเสธแล้วบอกไปว่าเรื่องรวามของภาพยนต์เรื่องวเด็กหอนี้ตนเองได้รับแรงบรรดานใจมาจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับหนังสเปนเรื่องนี้แต่อย่างไร

ชาตรี เด็กชาย อายุ 12 เรียน ม.1 เป็นเด็กไร้ความหมาย ที่พ่อของเขาส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา ที่จังหวัดชลบุรี อย่างฉุกละหุก ก็เพื่อที่ชาตรีจะได้พ้นไปจากบ้านไกลไปเสียจากพ่อ เพราะชาตรีรู้ความลับของพ่อทั้งหมด เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูก็เลยล็อก ชาตรีตกใจมากเลยอยากออกไป จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก

แล้วชาตรี ก็ได้พบกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง 2 ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าชาตรีก็เริ่มผูกมิตรกับวิเชียรได้ เพราะว่าทั้งสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไม่มีใครเห็นว่ามีตัวตน” อย่างตอนที่ชาตรีคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อถอดวิญญาณมาช่วยวิเชียร วิเชียรก็พูดว่า “สัญญากับฉันสิ ว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เพื่อช่วยฉัน ชาตรี สัญญากับฉันสิ” ชาตรีไม่ตอบ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเวลา 6 โมงเย็น มันคือ

เวลาตายของวิเชียร แต่วิเชียรต้องกลับไปที่สระว่ายน้ำนั้น เพื่อลิ้มรสความทรมานจากการจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชาตรีเจ็บปวดมากที่ได้เห็นวิเชียรทรมานแบบนั้น แต่ตัวเขากลับได้แต่ยืนมอง แตะต้องอะไรวิเชียรไม่ได้ จนในที่สุด ชาตรีก็ไปดมสารอีเทอร์ มากเกินขนาด จนในที่สุดวิญญาณก็หลุดออกจากร่าง แล้วชาตรีก็ไม่คิดจะเหลียวมองดูร่างของตนเองเลยแม้แต่น้อย

เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว และชาตรีก็ช่วยวิเชียรขึ้นมาจากสระจนได้ และต่อจากนั้นเอง ที่วิเชียรลาชาตรีไปเกิด แค่ลากันสั้น ๆ แต่สายตาสื่อความหมายว่าทั้งสองคนผูกพันกันมากมายเพียงใด

ตรงข้ามกับ วิเชียร ที่ความโดดเดี่ยวของเขาเกิดขึ้นจริง เขาถูกรังเกียจหวาดกลัวจากคนอื่น เพราะ สถานภาพ ผี ที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่สามารถหลุดพ้นกับการวนเวียนอยู่ในชาติภพนี้โดยไม่อาจหลุดพ้นไปไหน ความเป็นผี ของวิเชียร ก็เปรียบได้เหมือนปมด้อยของเด็กๆหลายคนทุกวันนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนที่ถูกแกล้ง ถูกล้อไม่มีเพื่อนคบ เพราะตัวเองตัวเตี้ย มีความพิกลพิการ ฯลฯ น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเป็นตัวขัดขวางมิตรภาพ เพราะหากต่างฝ่ายต่างเปิดใจเข้าหากัน ก็จะพบว่า โลกนี้จะเลวร้ายอ้างว้างเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจ เราก็สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

…วิเชียร บอกประโยคหนึ่งที่น่าคิดว่า ผี ก็เหมือนกับ คนที่โดดเดี่ยว ตรงที่ ทั้งคู่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่มีตัวตน คนในสังคมเราทุกวันนี้ต่างมีชีวิตกันเบียดเสียดเดินชนกันทุกวี่วัน แต่สำหรับบางคนมันก็ยังทำให้เหมือนอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจใครจนไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ไร้ตัวตน

ความเป็นผีของวิเชียร ทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ ถ้าจะมีใครมองเห็นก็กลัวหรือหนีหาย เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากย้อนกลับไปตอนมีชีวิต ความเป็นคนของวิเชียรก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อถูกทิ้งไว้ให้ตายกลางสระว่ายน้ำ ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระครั้งแล้วครั้งเล่าทุกวัน

เพื่อน คือ สิ่งที่ทำให้ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนของ ชาตรี และ วิเชียร มี ตัวตน

สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยวิเชียรจากความโดดเดี่ยวและเวียนวนในความตายคือ มิตรภาพที่ได้รับจากชาตรี และ สิ่งที่เปิดประตูชาตรีจากการกักขังตัวเอง คือ มิตรภาพที่เขาได้รับจากวิเชียร

… ผลดีที่ส่งต่อตามมาคือการสามารถปลดครูปราณีออกจากความเข้าใจผิดที่ติดอยู่กับแผ่นเสียงตกร่องและความรู้สึกผิดมาหลายปี และ ปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธที่ขวางกั้นของชาตรีกับพ่อไว้ด้วยกัน

…พล็อตที่มีอยู่ในมือทำให้ เด็กหอ ถีบตัวเองออกจากหนังผีทั่วๆไป เป็นหนังดราม่าที่มีผีอยู่ในเรื่อง ต้องชมคนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา การผูกโยง ความมีตัวตน + มิตรภาพ +ผี +ความผิดในใจ และ การก้าวข้ามผ่านวัย(coming of age) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ไหนจนมากเกิน หนังฉีกตัวเองออกไปจากแนวหนังซ้ำๆที่มีมาในช่วงหลังๆนี้ อารมณ์ของหนังทำออกมาได้อย่างนุ่มนวลแฝงอารมณ์ขันที่ใส่อยู่เป็นระยะๆ

…พล็อตหรือโครงเรื่องที่แข็งแรงนี้พอพล็อตถูกขยายออกมาเป็นบทหนัง หลายจุดที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่ามันอธิบายได้ไม่ดีพอ ตัวอย่างพล็อตรองในส่วนความสัมพันธ์พ่อ – ลูก เป็นส่วนที่ผมชอบมาก เสียดายที่การคลี่คลายความสัมพันธ์ของพ่อกับชาตรีที่ให้ทั้งสองคนกลับมาดีกันได้อย่างด่วนสรุปง่ายๆเกินไป และ ไร้คำอธิบายเหมือนด่วนสรุปเพื่อจะจบเรื่องราว ประเด็นอื่นๆ เช่น หลังกระต่ายตายแล้วฟื้นเสร็จจู่ๆชาตรีก็วิ่งไปที่สระว่ายน้ำ หรือ จะเป็นตอนท้ายที่เพื่อนๆอยู่ๆก็รู้วิธีช่วยชาตรีกันขึ้นมาเองเฉยๆ ฯลฯทั้งหลายทั้งหมดนี้มันเกิดจากตัวละครคิดขึ้นมาได้เอง ซึ่งดูขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร หนังขาดจุดเชื่อมโยงที่ดีในการอธิบายเหตุและผลของการกระทำ

…การเล่าเรื่องของหนังทำได้ไม่คงเส้นคงวา หากเหมือนรถก็เหมือนรถที่บางช่วงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า แต่บางช่วงรถก็จอดอยู่กับที่เฉยๆชวนให้ง่วง บางช่วงขับช้า(ช่วงแรกๆ ช่วงหนังที่ฉายบนจอในเฉลิมกว้าง)บางช่วงขับเร็ว(ช่วงท้ายที่อยู่พระเอกคิดได้วิ่งไปช่วยเพื่อนที่สระ ช่วงคลี่คลายตอนท้ายในหลายๆเหตุการณ์) บางช่วงที่หนังเหมือนจับเอาฉากสวยๆหลายฉากมาต่อกันแต่ดูแล้วมันไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับอารมณ์ของหนังด้วยที่ผมเองรู้สึกว่าหลายฉากที่ซาบซึ้งกินใจแต่มันไม่ปะติดปะต่อกันตลอดเรื่อง

…อย่างไรก็ดี เด็กหอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดทุกด้าน จุดอ่อนหลายจุดก็สามารถถูกลืมๆไปได้ ยิ่งถ้าคนดูสามารถอินไปกับอารมณ์ของหนัง สิ่งที่ดึงคนดูไปได้จนจบคืออารมณ์ของหนังนั่นเอง

ผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ศิษย์เก่าโรงเรียนในหนัง ผมเองก็ได้แต่สงสัยจังว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องของตัวเอง) หนึ่งในทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ แยกมากำกับเดี่ยวเป็นเรื่องแรก ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ต่อเนื่องมาได้ไม่แพ้ เพื่อนสนิท ที่เป็นงานกำกับเดี่ยวของทีมเดียวกัน นั่นคือ หนังแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียด ประณีตในตัวงาน เช่น การถ่ายภาพและบันทึกเสียงที่โดดเด่นมาก การคัดตัวนักแสดงเล่นกันได้ดี น้องแน็คจากแฟนฉันยังคงมือไม่ตก เช่นเดียวกับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่มารับบทคุณครูผู้มีความหลังลึกลับ ที่เด่นเป็นพิเศษคือเด็กหนุ่มที่มารับบท วิเชียร ซึ่งสีหน้าแววตาเล่นออกมาได้มีมิติกว่าน้องแน็คเสียด้วยซ้ำ รวมถึงบทพ่อของชาตรีที่ออกมาไม่มากก็เล่นได้ดี

ตัวหนังที่ออกมาในแนวดราม่า + การก้าวข้ามผ่านวัย เป็น อีกหนึ่งหนังไทยแนวนี้ที่หายไปนาน และ การมาของเด็กหอ ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแถมมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการผนวกความเป็นหนังผีเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่า จากหนังตัวอย่างที่เสนอตัวเองเป็นหนังผีเต็มตัว อาจทำให้คนดูที่คาดหวังประมาณอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทต้องผิดหวัง ฉากชวนตกใจจากผีหลอกออกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่างไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ส่วนดราม่าของหนังทำออกมาได้ดีมากในหลายฉากหากมองเป็นฉากๆไป โดยเฉพาะคนดูยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ร่วมเหมือนในหนังแล้วจะพบว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์ชวนให้ถวิลหาอดีตได้ดีเหลือเกิน แค่ฉากนั่งบนแท้งค์น้ำตอนท้ายกับเพื่อนๆมันก็ทำให้ผมเหมือนตัวเองเด็กลงไปเป็นช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้ตัว ส่วนบรรยากาศผีออกหลอกหลอนที่มีอยู่น้อยในหนังนั้นก็น่ากลัวมิใช่เล่น แต่หากผู้กำกับคิดจะไปกำกับหนังผีเต็มตัว คงจะดีหากหนังลดความจงใจใส่พิรุธ หรือ ลดการใส่ความน่าสงสัยเกินเหตุเข้าไปในหนัง แล้วให้หนังเล่าไปข้างหน้าอย่างเนิบช้าด้วยตัวมันเอง ตัวอย่างที่หนังจงใจเช่น สีหน้าสาวใช้ตอนเอาของขึ้นท้ายรถ สีหน้าของน้องแน็คที่ดูลึกลับตลอดเวลา สีหน้าวิเชียรที่ตกใจตอนมองไม่เห็นใคร (ไม่รู้จะตกใจเพื่ออะไรเพราะตัวเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผี) ฯลฯ มันทำให้เดาได้ง่ายเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูหนัง ไทย

ชาเขียวมะนาว สูตรนี้จะกินร้อนหรือเย็นก็ได้ตามชอบเลย อร่อยถูกปาก

ชาเขียวมะนาว สูตรนี้จะกินร้อนหรือเย็นก็ได้ตามชอบเลย อร่อยถูกปาก

สูตรน้ำชง

ใครอยากเปิดร้านขายน้ำชง เครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับทุกวัย แต่ไม่รู้ว่าจะหาสูตรมาจากไหน สามารถดูได้ที่นี่เลย
สามารถทำเป็น เมนูสร้างอาชีพได้เลย ต้นทุนราคาเบาๆ แถมอร่อยถูกปากตัวเองอีกด้วย เพิ่ม-ลดความหวานได้ตามใจชอบ มาฝึกซ้อมฝีมือก่อนเปิดร้านจริง ๆ กันได้เลย

ส่วนผสม ชาเขียวมะนาว

  • ชาเขียวสำหรับชง 2 ช้อนชา
  • น้ำร้อนจัด 500 มิลลิลิตร
  • น้ำเชื่อม ปริมาณตามชอบ
  • น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ
  • เลมอนเหลืองฝานแว่น สำหรับแต่ง
  • น้ำแข็ง

วิธีทำ ชาเขียวมะนาว

     1. ผสมชาเขียวกับน้ำร้อนจัด พักทิ้งไว้ ประมาณ 5-10 นาที จนน้ำเปลี่ยนสี กรองเอากากออก เตรียมไว้

2. ใส่น้ำชาเขียวลงในแก้ว ตามด้วยน้ำเชื่อม และน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ใส่น้ำแข็งแต่งด้วยเลมอน

โอเลี้ยง ส่วนผสมใส่แค่น้ำตาลทราย ทีเด็ดคือชงในถุงกาแฟสุดคลาสสิก

โอเลี้ยง ส่วนผสมใส่แค่น้ำตาลทราย ทีเด็ดคือชงในถุงกาแฟสุดคลาสสิก

สูตรน้ำชง

ใครอยากเปิดร้านขายน้ำชง เครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับทุกวัย แต่ไม่รู้ว่าจะหาสูตรมาจากไหน สามารถดูได้ที่นี่เลย
สามารถทำเป็น เมนูสร้างอาชีพได้เลย ต้นทุนราคาเบาๆ แถมอร่อยถูกปากตัวเองอีกด้วย เพิ่ม-ลดความหวานได้ตามใจชอบ มาฝึกซ้อมฝีมือก่อนเปิดร้านจริง ๆ กันได้เลย

ส่วนผสม โอเลี้ยง

  • ผงโอเลี้ยง 5-6 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 1+1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 10 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำแข็ง

วิธีทำ โอเลี้ยง

     1. ต้มน้ำจนเดือด เตรียมไว้

2. ใส่ผงโอเลี้ยงลงในถุงกาแฟ นำไปวางลงในเหยือกสเตนเลส เทน้ำเดือดลงไป เขย่าถุงเล็กน้อยให้น้ำทั่วถึงกาแฟ พักทิ้งไว้ 7-10 นาที

3. ใส่น้ำตาลลงในแก้วตามชอบ เทโอเลี้ยงตามลงไปคนผสมให้น้ำตาลทรายละลาย เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็งจนเต็ม พร้อมเสิร์ฟ

น้ำพริกแจ่วปลาร้าพริกป่น เริ่มจากเอาเนื้อปลาร้าสับไปรวนพอสุก

น้ำพริกแจ่วปลาร้าพริกป่น เริ่มจากเอาเนื้อปลาร้าสับไปรวนพอสุก

น้ำพริกแห้ง

เมนูสุดแซ่บ ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยากเลย ลองทำเองดูได้ จากสูตรที่นี่ ต้นทุนไม่แพง ทานได้หลายมื้อ หรือแม้กระทั่งจะทำขาย เมนูน้ำพริก เมนูสร้างอาชีพ จะทานคู่กับผักแนมต่างๆ เช่น ผักบุ้งลวก กล่ำลวก หรือ มะเขือลวก ก็ได้หมด หรือจะเป็นผักที่ตัวเองชอบก็ได้ เพิ่มรสชาติซี้ดซ้าดในมื้ออาหารของคุณ กับวิธีทำที่แสนง่ายต่อไปนี้

ส่วนผสม น้ำพริกแจ่วปลาร้าพริกป่น

  • เนื้อปลาร้าสับ 5 ช้อนโต๊ะ
  • หอมแดงเผา 5 หัว
  • กระเทียมเผา 2 หัว
  • ข่าซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ น้ำพริกแจ่วปลาร้าพริกป่น

     1. เอาเนื้อปลาสับใส่กระทะรวนพอสุก ตักขึ้นพักไว้
2. โขลกหอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด ให้ละเอียด ใส่ปลาร้า โขลกให้เข้ากัน
3. ปรุงรสด้วยพริกป่น น้ำปลา และน้ำมะขามเปียก เสิร์ฟกับผักสด

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

เรื่องย่อทางการของ “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” หนังรักของเต๋อ นวพล | JEDIYUTH

วิจารณ์หนัง พูดถึงหนังจากค่าย GTH หลายคนคงให้คะแนนความน่าดูของหนังครึ่งใจไปแล้ว อีกครึ่งหนึ่งไปเอาในโรงภาพยนตร์ ยิ่ง “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” เป็นหนัง GTH เรื่องแรกของปี 58 หลายคนคงวางแผนที่จะไปดูแน่ๆ

นอกจากชื่อ GTH ที่คนวางใจฝีมือของค่ายนี้แล้ว ตัวของนักแสดงนำก็เรียกแขกได้ไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องความฮาแบบหน้าตาย เป็นความถนัดของพระเอก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แถมงานนี้ยังได้นางเอกพันล้าน ใหม่ ดาวิกา มาเสริมทัพกลับยิ่งเพิ่มความน่าดูเข้าไปอีก

คนเรา “อดนอน” ได้นานแค่ไหน? ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร…การทำงานของร่างกายก็มีลิมิตของมันเอง ขีดจำกัดของร่างกายจะคอยเตือนเรา ภูมิต้านทานต่างๆ ย่อมลดลงหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ “การอดนอน” แน่นอนว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครอยากอดนอน แต่ถ้าจำเป็นก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ มันแค่อดนอนไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จ… แต่จะมีกี่คน “บ้างาน” จนอดหลับอดนอนเป็นวันๆ เหมือน “ยุ่น” (ซันนี่) พระเอกของเรื่อง ที่เหมือนแยกความคิดและจิตใจออกจากร่างกาย ที่กะจะสั่งให้มันทำอะไรก็ได้

“ไม่นอนแค่ไม่กี่วันไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ถ้าไม่มีงานนี่สิจะตาย” ความคิดที่คนไม่บ้างานจะคิดไม่ออกจริงๆ

ตัวละคร “ยุ่น” คือผู้ชายบ้างาน(หนักมาก) คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่กับการทำงานเป็นจุดประสงค์หลักของชีวิต แต่เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติคือมี “ผื่น” ขึ้นตามตัวทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเขาลดลง ตัวยุ่นจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ต้องไปหาหมอรักษาให้หาย หมออิม (ใหม่ ดาวิกา) หมอเจ้าของไข้ เจอหน้าก็ตรวจตามหน้าที่ แต่สิ่งที่หมอสั่งนั้น มันไม่เอื้อต่อการทำงานของตัวยุ่นเลย การรักษาผื่นครั้งนี้ยืดเยื้อกินเวลานานจนความรู้สึกของใครบางคนเปลี่ยนไป พร้อมกับผื่นที่เริ่มหาย… นั่นหมายความว่าการรักษาครั้งนี้จะต้องสิ้นสุดลง ซึ่งจะทำให้หมอและคนไข้ไม่ได้เจอกันอีก

ความรู้สึก “เกิน” หมอและคนไข้ของยุ่น ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนอกหัก ที่ต้องทำอะไรบางอย่างให้ลืมหน้าหมออิมไป เมื่อยุ่นได้โปรเจคใหม่ซึ่งเป็นเหมือนฝันที่รอคอย บวกกับความไม่อยากคิดมาก การอดนอนครั้งนี้จึงทำลายสถิติร่างกายของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ต้องสูญเสียมันไปตลอดกาล

ฟรีแลนซ์ฯ อาจ ไม่ใช่หนัง ที่โดนใจ คนทุกวัย ที่เดินเข้าไปดู แต่กับบุคคลที่ “งานคือชีวิต” หนังเรื่องนี้จะสะท้อนตัวตนของคุณได้เป็นอย่างดี คนทำงาน จะต้องมีโมเม้นท์ ที่ย้อนกลับมามองตัวเองแน่ๆ ว่าเราทำงานจนไม่คิดถึงตัวเองแบบในหนังหรือเปล่า สิ่งที่แลกกันมันคุ้มจริงๆ หรือ ถ้าหากวันหนึ่ง เราน็อคคาโต๊ะทำงาน จะมีคนมาเจอ เราหรือเปล่า หลายความคิด พุ่งเข้ามาในหัว มันแน่นอน อยู่แล้วว่า งานนั้น สำคัญ แต่ร่างกายเรานี่แหละสำคัญที่สุด คนเราไม่ได้ฟื้นจาก ความตายทุกคน ใช้ชีวิตให้พอดี ให้ชีวิตได้มีวันต่อๆ ไปไม่คุ้มกว่าเหรอ?

บทภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเรียลไปไหน… พูดกันแบบที่เราๆ พูดกันอยู่ทุกวันนี่แหละ เสน่ห์ของบทพูดที่ เข้าถึง ได้ง่าย เป็น การส่งสาร แบบตรงๆ ถึงคนดู ไม่ต้องมานั่งตีความในประโยคหลายรอบ ทำให้อินเนอร์ คนดูไหล ตาม เรื่องราวได้ง่าย

การแสดงของนักแสดงนำอย่างซันนี่, ใหม่ ดาวิกา และ วี ไวโอเล็ต มีความชัดเจนในการเป็นตัวละครอย่างมาก ซันนี่ที่ต้องรับบทหนักทั้งแสดงและพากย์เสียงความในใจก็ส่งอารมณ์ตรงกับความรู้สึกการแสดงของตัวละครอย่างลงตัว ส่วนวี ไวโอเล็ต บทที่โตเกินวัยของตัวเองแต่ก็ทำออกมาได้ดีมาก ส่งต่อมุขกับซันนี่ได้ไหลลื่น เหมือนนั่งดูสองพี่น้องคุยกันจริงๆ มุกในหนังยังคงความฮาตามแบบฉบับซันนี่ที่คนดูจะไม่ผิดหวัง คุณจะยังได้หัวเราะลั่นในโรงแน่นอน แต่เสียดายที่มันไม่ได้หัวเราะตลอดทั้งเรื่องเหมือนหนังยี่ห้อ GTH ที่ผ่านๆ มา

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ผลงานของผู้กำกับ เต๋อ นวพล ที่ขึ้นชื่อถึงความอินดี้ในตัวหนัง ถึงแม้จะมีคำว่า GTH เป็นส่วนประกอบ แต่ความ “หวั่น” ว่าอาจจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องยังมีอยู่ในหัว แต่พอได้ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมากก็รู้สึก “ผิดคาด” ต้องยกนิ้วให้กับการเล่าเรื่องที่เข้าถึงใจ ถึงคนดูจริงๆ

หากคุณจะเดินไปดูหนังสักเรื่องในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ น่าจะเป็นหนังที่ตอบโจทย์สำหรับคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะพวก “บ้างาน” เพราะมันจะทำให้คุณค่อยๆ หวนคิดและทบทวนถึงแต่ละวันทำงานของตัวเอง ว่าคุณทุ่มเท และทำงานอย่างบ้าคลั่งจนลืมที่จะใส่ใจดูแลร่างกาย รวมถึงจิตใจของตัวเองหรือเปล่า…เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ลองวางแผนถึงการพักผ่อน และใช้วันลาที่สะสมไว้ซะบ้าง ออกเดินทาง ไปนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน …เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแค่งานเพียงด้านเดียว

คำเตือน : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในหนังเกือบทั้งเรื่องครับ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] - Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์เป็นตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

10 เพลงประกอบภาพยนตร์น่าฟังจากค่าย GTH | Music Arms ศูนย์รวมเครื่องดนตรี ตั้งแต่เริ่มต้น ถึงมืออาชีพ | Music Arms

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยที่เล่นได้กวนและมึนสมชื่อหนังมาก
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลิตโดยจอกว้างฟิล์ม และจัดจำหน่ายโดย จีทีเอช ออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553

ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล

นักแสดงนำโดย: ฉันทวิชช์ ธนะเสวี – หนึ่งธิดา โสภณ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ หญิงสาวและชายหนุ่มชาวไทยที่จู่ ๆ ก็ได้บังเอิญมาพบเจอกันที่กรุงโซลต่างคนต่างอกหัก เดินทางมาเที่ยวเกาหลีคนเดียวทั้งคู่ และได้ตกลงเที่ยวด้วยกัน โดยไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม เพราะไม่ต้องการรู้จักกันแบบลึกซึ้ง

เรื่องย่อ –

หญิงสาว(หนูนา หนึ่งธิดา) ผู้หญิงที่โกหกแฟนว่าไปงานแต่งกับเพื่อน แต่จริง ๆ แล้ว เพื่อนไม่ว่าง เลยมาคนเดียว แฟนเธอมีนิสัยจู้จี้ขี้บ่น ทำอะไรก็ห้ามไปหมด ชอบหัวร้อนและอารมณ์เสียใส่ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ตลอด ดุหมือนพ่อ !! ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ผู้ชายที่ไปเที่ยวเกาหลีคนเดียว แต่งตัวโคตรชิลล์ ใส่เสื้อยืดแขนสั้น ย้วย ๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าหูคีบ ชิลล์เกิ๊น !! เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพราะว่าอกหัก ลืมแฟนเก่าที่คบกันมานานหลายปีไม่ได้ เลยหนีมาเที่ยว เผื่อจะดีขึ้น มีอยู่คืนนึงชายหนุ่มก็เมาเละเทะเลย อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม นอนสลบอยู่หน้าเกสเฮ้าส์แห่งหนึ่ง โดยมีรองเท้าของใครก็ไม่รู้ เป็นหมอนคู่ใจของเขายันเช้า

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นมา เห็นหน้าหญิงสาวพอดี เธอเอะอะโวยวายเพราะต้องการจะทวงเสื้อคลุมที่เธอเสียสละให้ห่มกายนอนเมื่อคืน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีมึน บอกว่าหลงทางกลับโรงแรมไม่ถูก จึงอยากขอให้หญิงสาวช่วยไปส่งหน่อยได้มั้ย แต่สุดท้ายเขาก็ไปไม่ทันทัวร์ พลาดตกรถ เพราะว่ากว่าจะเจอโรงแรมก็สายแล้ว ทัวร์กรุ๊ปของชายหนุ่มได้ไปทัวร์ที่อื่นต่อแล้ว เลยทำให้ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ต้องย่องตามหญิงสาวไป เพราะอยากขอวอนให้เที่ยวด้วยกันได้มั้ย ทั้งที่หญิงสาวตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวแบบสาวติส จนทั้งสองได้ตกลงปลงใจเที่ยวด้วยกัน แต่มีข้อแม้ว่า จะไม่รู้จักชื่อของกัน ไม่เอ่ยข้อมูลส่วนตัวเลย โดยเที่ยวด้วยกันแบบ ใช้นามสมมุติ เรียกกันแทน เพราะไม่อยากเป็นคนรู้จักกัน เวลาพูดอะไร ทำอะไรจะได้ไม่ต้องเกรงใจใคร หรือทะเลาะกับใคร ให้เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสองคนที่มาเที่ยวต่างประเทศด้วยกันแค่นั้น

ความรู้สึกหลังดูจบ –

เป็นหนังที่หลังดูจบคือ ไม่อยากให้จบเลยอ่ะ น่าจะเล่นต่ออีกหน่อยนึง อย่างน้อยขอรู้ชื่อ พระเอกนางเอกก่อนได้มะ ทั้งเรื่องสรุปไม่มีใครรู้ชื่อนักแสดงนำเลย คือตอนจบกำลังจะบอกชื่อ หนังก็จบเลย มันค้างคามากเลยครับ >< นอกนั้นฉากอื่น ๆ คือดีหมดเลย ยกเว้นแต่ตอนจบน่าจะเล่นไปให้สุดกว่านี้ จะดีมาก ปล. อยากให้มีภาคสอง แต่น่าจะฝันสลายเพราะหนังก็ฉายไปนานแล้ว อดเบย อาจจะค้างคานิดนึง แต่เดาว่าตอนจบมันต้องแฮปปี้แน่ ๆ เพราะพระเอก บอกรักผ่าน วิทยุพี่อ้อยพี่ฉอด ขนาดนั้น จนนางเอกร้องไห้ออกมาด้วยความซึ้งใจ

ฉากที่ประทับใจ –

1. ฉากที่พระเอกไปเที่ยวที่เกาะนามิ

หรือ ที่คุณเต๋อเขาเรียกว่า เกาะฮานามิ อ่ะ >< แล้วได้ไปนั่งกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งกับนางเอก แล้วก็ชมเจ้าของร้านว่า ลุง ลุง อาหารร้านลุงแม่งรสชาติเหี้ยมากเลย หมาไม่แดกอ่ะ โคตรห่วยแตกเลย พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ลุงเจ้าของร้านด้วย แล้วลุงเขาก็ก้มหัวลงขอบคุณใหญ่เลย เพราะเข้าใจว่าลูกค้าชม คือแบบซีนนี้ฮามาก ประมาณว่าที่พระเอกจะสื่อให้รู้ว่า ไหน ๆ ก็จะเที่ยวแบบไม่รู้จักใครไงละ เราพูดอะไรไปเขาก็ฟังไม่ออกหรอกไรงี้ เลยแกล้งลุงให้นางเอกดู ชอบความเล่นพิเรนของพระเอกมาก 😆

2. ฉากที่นางเอกต่อว่าแฟนตัวเองทางโทรศัพท์

คือปกติจะยอม ๆ ไปไง แต่พอเธอโดนแฟนด่ายับ แถมยังบอกเลิกอีก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วนางเอกก็ทนไม่ไหว ใส่เป็นชุดเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเหมือนนางเอกอัดอั้นตลอดเวลาที่คบกับแฟนคนนี้ไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย โดนสั่ง โดนห้าม ไอนั่นไอนี่ จนข้างในมันอึดอัดมาก เลยพอแฟนบอกเลิกมาแบบนี้ ก็จัดไปด่าตัดไฟ ระเบิดความในใจออกมาทั้งหมดเพื่อจบความสัมพันธ์นี้ซักที

แล้วก็ยังมีอีกหลายซีนเลยที่ชื่นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากตลกคอมเมดี้ต้องยกนิ้วให้คนเขียนบทเลย มันฮามาก เข้ากับนักแสดงสุด ๆ โดยปกติแล้วพระเอกนางเอก ก็เป็นคนกวน ๆ อยู่แล้วด้วย แต่ละซีนมันเลยออกมาลงตัวมากขึ้น

คะแนนความชอบส่วนตัวให้ 9/10

ดอกไวโอเล็ตกับเจ้าเต่าทอง: กวน มึน โฮ

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ นึกว่า เป็นหนังเกาหลี อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับครับว่าระยะหลังนี้หนังเกาหลีมาตีตลาดหนังไทยเราเป็นอย่างมาก เรียกว่า ตีตลาดทั้งจอเงินและจอแก้วเลยทีเดียว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีหนังชื่อเกาหลีออกมาอีกสักเรื่อง แต่พออ่านไปๆ อ้าว…ชื่อภาพยนตร์ไทยนิหน่า

กวน มึน โฮ เป็นภาพยตร์คุณภาพเรื่องล่าสุด จากค่ายหนังดัง GTH ที่ได้ บรรจง ปิสัญธนะกูล (โต้ง) มาเป็นผู้กำกับ และถ้าจะให้พูดถึงผู้กำกับคนนี้ ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือให้เลยครับทั้งสองมือ โต้ง เกิดจากการเป็นผู้กำกับ เรื่อง “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ”

ซึ่งเรื่องแรกก็ทำรายได้ไปร้อยกว่าล้านแล้ว แล้วยังถูกเมืองนอกซื้อไปทำใหม่(รีเมก)อีกต่างหาก เรียกว่าเรื่องแรกก็ได้ทั้ง เงินและรางวัลเชียวล่ะ พอมาเรื่องที่สอง “แฝด” ก็ทำรายได้ไม่น้อยหน้าไปกว่าเรื่องแรกสักเท่าไหร่นัก มาเรื่องที่ สามอย่าง “4แพร่ง”

ตอน คนกลาง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวมากที่สุดในบรรดาทั้ง 4 ตอนของหนัง ว่าเป็นตอนที่สนุกที่สุด พอมีเรื่อง “5แพร่ง” ตอนคนกอง ทุกคนก็จับตามาที่ผู้กำกับคนนี้เลยที่เดียวว่าเขาจะมีมุกอะไรจะมาเสนออีก ซึ่งคนดูก็ไม่เคยผิดหวังกับการกำกับของคุณโต้งเลยสักครั้ง แม้จะเป็นมุกเดิมๆ
ที่มาหลอกใช้อีกแต่ก็เป็นการหลอกที่สนิทใจเลยที่เดียว กับเรื่อง กวน มึน โฮ นี้ ถือว่าเป็นการกำกับภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องแรก

ของคุณโต้งก็ว่าได้เพราะว่าทั้ง 4 เรื่องที่ผ่านมาคุณโต้งกำกับแต่หนังผีทั้งสิ้น กวน มึน โฮ เป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่ได้เลือกไปเที่ยวเกาหลีด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำใคร
และทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปด้วยกันไม่รู้จักกันมาก่อน ชายหนุ่ม (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ) ผู้ชายที่จะไปย่ำแดนกิมจิด้วยรองเท้าแตะคีบ และเสื้อยืดย้วยๆ

บวกกางเกงขาสั้น เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย บางทีที่นั่งว่างเปล่าข้างๆ อาจเป็น สาเหตุ ให้เขาเมามายขนาดนี้ในวันเดินทางก็เป็นไปได้ ส่วนหญิงสาว
(หนูนาหนึ่งธิดา โสภณ) หญิงสาวที่หลงไหลในดินแดนโสมและที่สำคัญเธออยากมาอยู่ในที่ที่เป็นโลเก
ชั่นซีรีย์สสุดฮิตของเกาหลีที่เธอดูจนติดงอมแงม

โดยเอางานแต่งของเพื่อนที่อยู่เกาหลีมาเป็นข้ออ้างกับแฟนหนุ่มของเธอในการเดินทางมาในครั้งนี้ ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหญิงสาวถึงมาเที่ยวคนเดียว
เธอตอบง่ายๆว่า เที่ยวคนเดียวไม่ต้องเกรงใจใคร อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องทะเลาะกับใครด้วย อาจเพราะความคะนอง

หรือ ความเหงาเต็มที่ก็สุดจะเดา อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นข้อเสนอ “งั้นเรามาเที่ยวด้วยกันมั้ย ถ้าเธอไม่ชอบเที่ยวกับคนรู้จักเราก็ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน” จากนั้นเรื่องกวนๆ มึนๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น

ในส่วนรวมๆของเรื่องแล้ว สอบผ่านเลยที่เดียว อาจจะเป็นการลองของใหม่ ของโต้งก็ได้ ในเรื่องนี้
ช่วงครึ่งแรกของหนังจะเป็นแบบกวนๆ ฮาๆ มึนๆ เรียกเสียงหัวเราะให้คนดูได้ตลอดเวลา ส่วนครึ่งหลังของเรื่อง พี่ท่านอัดดราม่าแบบเต็มสูบเลย แต่เป็นดราม่าที่น่าติดตามยิ่งนัก บางฉากบางคนถึงกับกลั่นน้ำตาไม่อยู่เลยก็มี เรียกว่าถ้าไม่แน่จริง ครึ่งหลังจะเสี่ยงมากกับการดูแล้วน่าเบื่อน่าง่วงนอน แต่กับเรื่องนี้

อาการที่ว่าไม่เกิดกับคนดูสักคน ตัวหนังพยายามให้คนดูลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ทั้งคู่ชื่ออะไรกัน จะบอกกันตอนไหน ถึงแม้ว่าจะเป็นฉากดราม่าแรงๆแล้ว ตัวละครก็ยังไม่ปริปากบอกชื่อตัวเองเลยสักครั้ง และอาจจะเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว สำหรับค่ายหนังค่ายนี้กับคำคมในหนังที่ใคร ต่อใครหลายๆคนชอบกันนักชอบกันหนา
“คุณจะรักฉันได้ยังไง เราไม่รู้จักกัน

ชื่อฉันคุณยังไม่รู้จักเลย ” “ผมรู้แค่ว่า เวลาที่ได้อยู่กะคุณ ผมแม่งโครตมีความสุข อย่างนี้เค้าเรียกว่ารักปะ” เรียกว่าเป็นประโยคที่โดนไปเต็มๆ ในเรื่องของ ฉากนั้นเราอาจจะแปลกตาสักหน่อย เพราะน้อยเรื่องนักที่คนดูหนังไทย จะเห็นภาพที่เป็นสถานที่ต่างประเทศทั้งเรื่อง ซึ่งแต่ละสถานที่เราก็ไม่เคยคุ้นตาสักเท่าไหร่ นั้นเป็นผลดีสำหรับนักสร้างหนัง และคนดู คนสร้างหาอะไรแปลกๆใหม่ๆมาเสนอ คนดูได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่แปลกหูแปลกตาไป
เรียกว่าได้ดีทั้งสองทาง

งานนี้เอาคะแนนไปอีกหนึ่งกระบุง นักแสดงนำเรื่องนี้ถือว่าน้อยมากเพราะว่ามี แค่ 2 คน คือ เต๋อ กับหนูนา ในส่วนของเต๋อนั้น ตัวจริงกับในภาพยนตร์เหมือนเป็นตัวตนคนเดียวกันเลย เพราะตัวจริงของเต๋อก็จะเป็นคนกวนๆ เหมือนในหนังเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น โต้งเลือกนักแสดงไม่ผิดในส่วนการแสดงของเต๋อที่ผ่านมา อย่าง เรื่อง “ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น” และ “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ก็การันตีการแสดงของเต๋อพอสมควร แต่เรื่องนี้ ผมว่าการแสดงของเต๋อพัฒนาขึ้นอีกระดับนะครับ เรียกว่าแสดงได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น

เพราะสองเรื่องที่ผ่านมาเต๋อยังเล่นแข็งๆอยู่ และความสามรถของเต๋ออีกอย่างก็คือ ร่วมเขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกว่าเขียนบทให้ตัวเองเล่นนั้นแหละ ดูหนังออนไลน์ไทย

พุดดิ้งนมสด มาพร้อมสูตรซอส 3 รสชาติ เพิ่มความเก๋มากขึ้นด้วยการตกแต่งผลไม้

พุดดิ้งนมสด มาพร้อมสูตรซอส 3 รสชาติ เพิ่มความเก๋มากขึ้นด้วยการตกแต่งผลไม้

7 สูตรพุดดิ้ง ขนมหวานเนื้อเนียนเด้งดึ้ง

วันนี้เราขอเสนอ วิธีทำพุดดิ้ง ทำเองได้ไม่ยากเลย แถมค่าใช้จ่ายไม่เยอะ สามารถทำเป็นเมนูสร้างอาชีพได้เลยแหละทุกคน แถมยังอร่อยถูกปากเราอีกด้วย
สามารถกะรสชาติที่เราชอบได้เลย หวานไปก็ลดน้ำตาล หวานน้อยก็สามารถเติมได้เลย แถมสามารถตกแต่งหน้าตาที่เราชอบได้เลย

ส่วนผสม พุดดิ้งนมสด

• นมถั่วเหลืองผสมข้าวโพด (Corn Soy 500 มล.) 2 กล่อง
• เจลาตินแผ่น 4 แผ่น (1 แผ่น ต่อของเหลว 250 มิลลิลิตร)
• เม็ดข้าวโพดฝาน 4 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม ซอสสตรอว์เบอร์รี

• สตรอว์เบอร์รี 4 ลูก
• น้ำตาลทราย
• สตรอว์เบอร์รี (สำหรับแต่งหน้า)

ส่วนผสม ซอสเสาวรส

• เสาวรส 1 ลูก
• เกลือ
• เสาวรส (สำหรับแต่งหน้า)

ส่วนผสม ซอสข้าวโพด

• ข้าวโพดฝาน 4 ช้อนโต๊ะ
• นมสด
• เกลือ
• เจลาติน
• ข้าวโพด (สำหรับแต่งหน้า)

วิธีทำ ซอสสตรอว์เบอร์รี

• หั่นสตรอว์เบอร์รีเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำตาลทราย นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวเลย

วิธีทำซอสเสาวรส

• ผ่าครึ่งเสาวรส แคะเมล็ดกับน้ำใส่หม้อตั้งไฟ เคี่ยวพองวด เหยาะเกลือปลายช้อนเพื่อตัดรสเปรี้ยว

วิธีทำซอสข้าวโพด

• ข้าวโพดสุกฝาน บี้ ๆ ขยี้ ๆ เติมนมสด เกลือหน่อย เจลาตินนิดหนึ่งให้พอข้น ตั้งไฟ (ซื้อข้าวโพดดิบมาต้มเอง เพราะแถวบ้านข้าวโพดฝานสำเร็จค่อนข้างเค็มค่ะ)