รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

รีวิวภาพยนตร์ ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2543 ต๊อบก็เหมือนเด็ก ม.ปลาย ติดเกมออนไลน์ทั่วไป วันหนึ่ง มีคนมาขอซื้อไอเทมภายในเกมจากเขาด้วยเงินจริง ต๊อบจึงขอใช้บัญชีเงินฝากของลุงเทือง พ่อบ้านผู้จงรักภักดี ในการหาเงินจากเกมออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงขั้นถอยรถป้ายแดงจนเป็นร่ำลือไปทั่วโรงเรียนในพริบตา ต๊อบมัวหาเงินจากเกมจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ ครั้นจะส่งตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน ตัวละครในเกมก็โดนผู้ให้บริการแบนพอดี เนื่องจากการซื้อขายไอเทมด้วยเงินจริงนั้นผิดกฎระเบียบของเกมดังกล่าว ครั้นจะขายเครื่องเล่นดีวีดีก็ถูกพิษของเครื่องจีนแดงเล่นงานหมดตูด

ต๊อบที่พึ่งบอกปัดเงินช่วยเหลือจากพ่อด้วยทิฐิ จำต้องแอบขโมยพระเครื่องไปปล่อยเพื่อหาเงินค่าลงทะเบียนได้เงินมา 1 แสนบาท แต่เอาเข้าจริงๆ ต๊อบก็ไม่ค่อยได้เรียนเท่าไร เพราะมัวแต่คิดวิธีหาเงินเพื่อไปไถ่พระเครื่องของพ่อกลับคืนมา
ต๊อบเสียค่าโง่ตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อไปซื้อเครื่องคั่วเกาลัดอัตโนมัติราคา 3 หมื่นบาทมาในราคา 1 แสนบาท เอาล่ะ ก้าวแรกพลาดไปแล้ว ก้าวที่สองคือการตะลุยเยาวราช เพื่อขโมยเคล็ดวิชาคั่วเกาลัดจากแผงลอยต่างๆ แบบครูพักลักจำ จนต๊อบสำเร็จวิชาคั่วเกาลัดได้อร่อยเหาะ ก้าวที่สามคือการหาที่วางขายสินค้าในห้างซูเปอร์สโตร์ ซึ่งต๊อบก็โดนหลอกขายที่ตั้งบูธในทำเลไม่ดี
ก้าวที่สี่จึงต้องหากลยุทธ์ดึงดูดความสนใจจน “เกาลัดเถ้าแก่น้อย” มียอดขายพุ่งพรวด ต๊อบรีบขยายสาขาโดยไม่ฟังคำทักท้วงของลุงเทืองจนเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ และก็ไม่สามารถหาทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ ห้างจึงยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ขายของต๊อบทุกสาขา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่อง เมื่อทางบ้านติดหนี้ 40 ล้านบาท พ่อแม่ของเขาตัดสินใจหนีหนี้ไปอยู่เมืองจีน

แต่ต๊อบปฏิเสธ โดยครั้งนี้เขายอมที่จะเป็น “ลูกจ้าง” ของพ่อเพื่อเรียนหนังสือต่อแต่โดยดี
แต่สายเลือดพ่อค้าอย่างเขามีหรือจะเลิกราง่ายๆ สาหร่ายแผ่นที่แฟนสาวซื้อมาให้ลองชิมจุดประกายให้ต๊อบเปลี่ยนมาประกอบอาชีพรับสาหร่ายทอดมาขาย แต่สินค้าดังกล่าวเก็บได้ไม่กี่วันก็เหม็นหืน บอกให้ผู้ผลิตแก้ไขก็ไม่ได้รับความสนใจ ต๊อบจึงลงมือทอดสาหร่ายขายเสียเอง แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็แทบรากเลือด ขายของใช้ส่วนตัวประทังชีวิตจนเกือบหมด แม้สาหร่ายทอดจะขายดิบขายดี แต่ยังไม่มากพอที่จะปลดหนี้และไถ่ถอนบ้านที่ถูกยึดไปได้ ต๊อบตัดสินใจนำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ก็ถูกผู้จัดการตีตกรอบแรกอย่างอนาถไม่ว่าเรื่องของราคา

แพคเกจ และแนวความคิดที่นำเสนอแบบท่องจำ ถ้าเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่เคยเจอความยากลำบากอาจกระโดดตึกตายไปแล้ว แต่ไม่ใช่ต๊อบที่ยังฮึดสู้กลับไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้งจนผ่านการคัดเลือกในรอบแรกสำเร็จ
ถ้าเป็นการ์ตูนก็คงจบ Happy Ending แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ต๊อบต้องมีโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน GMP

สามารถผลิตสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนดและขนส่งได้ตามเวลา แล้วเรื่องราวก็ย้อนกลับไปยังวรรคแรก คุณในฐานะเจ้าหน้าที่อนุมัติสินเชื่อรู้สึกนับถือหมอนี่จริงๆ แต่ปัญหาคือต๊อบพึ่งอายุ 19 ยังไม่ถึงเกณฑ์ปล่อยกู้แถมหลักทรัพย์ที่เอามาค้ำประกันก็เป็นโฉนดติดจำนองอีกต่างหาก ให้ตายอย่างไรคุณก็ปล่อยเงินกู้ไม่ได้ เส้นตายก่อนเซเว่นอีเลฟเว่นจะเดินทางมาตรวจสอบโรงงานที่ยังไม่มีตัวตนของต๊อบก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นหนังไทยที่พูดถึงชีวประวัติของคน ๆ หนึ่ง หรือดัดแปลงมาจากเรื่องจริง อาจเพราะด้วยความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านทำให้ทั้งทางค่ายหลีกเลี่ยงที่จะหยิบนำวัตถุดิบเหล่านี้มาสร้าง แต่หากจะให้พูดถึงหนึ่งในหนังแนวชีวประวัติของไทยที่โด่งดังในยุคนี้ ทุกคนคงต้องนึกถึง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” ขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ อย่างแน่นอน เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นหนังที่ยากที่จะหาหนังไทยแนวนี้ให้ดูบ่อย ๆ แล้ว แต่ข้อคิด และแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ตราตรึงใจผู้ชมหลาย ๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้

Top Secret ดัดแปลงมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของ ท็อป อิทธิพัทธ์ หนึ่งในเศรษฐีไทยที่อายุน้อยที่สุด เจ้าของแบรนด์สาหร่ายอันดับต้น ๆ ของไทยอย่าง “เถ้าแก่น้อย” โดยหนังจะพาเราไปพบกับช่วงชีวิตตั้งแต่ที่ ท็อป ยังเป็นเด็กมัธยม ที่หารายได้หลักแสนจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนที่นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการเติบโตเป็นนักธุรกิจของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท็อปก็ได้รู้ว่าครอบครัวของเขาได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ จนทำให้พ่อและแม่ต้องเดินทางไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ในขณะที่ ท็อปที่ในตอนนั้นยังเรียนไม่จบ เพราะต้องดร็อปมาทำงานเพื่อชดใช้หนี้ การลองผิดลองถูกของ ท็อปเพื่อสร้างแบรนด์สาหร่ายของตัวเองก็ได้เริ่มขึ้น

หนังเป็นผลงานการกำกับของ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับจาก เด็กหอ และซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น season 1 พร้อมได้ เต๋อ นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ มารับหน้าที่เขียนบท ด้วยการร่วมมือของมือกำกับที่ประณีต มีผีมือ และมือเขียนบทที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทำให้หนังเรื่องนี้ เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก ที่ถือว่าใหม่ สำหรับหนังไทยในตอนนั้น

ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงบทหนังของเรื่องนี้ โดยด้านบทนั้น ได้มีการดัดแปลงชีวิตจริงของ ท็อป เถ้าแก่น้อย ด้วยการยังคงเหตุการณ์จริงที่สำคัญ ๆ บางส่วนเอาไว้ และเพิ่มเติมความขัดแย้ง ปมปัญหาบางส่วนในแบบภาพยนตร์เข้าไปให้หนังดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทั้งการพยายามพิสูจน์ตัวเองในวงการธุรกิจของท็อป การฝ่าฟันอุปสรรค และความล้มเหลวมากมาย นอกจากนี้หนังยังสามารถหยิบเรื่องราวที่ดูเฉพาะกลุ่มอย่างการค้าขาย การทำธุรกิจมานำเสนอให้ออกมาเข้าใจง่าย น่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง

จุดเด่นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้คือการนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครที่เป็นเด็กวัยรุ่น ท่ามกลางโลกของผู้ใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้หนังมีความเป็น Coming-of-Age ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ของหนังแนวนี้ มักจะพูดถึงเรื่องราวความรัก มิตรภาพ หรือการสูญเสีย แต่สำหรับ วัยรุ่นพันล้าน หนังพาเราไปพบกับการเดินตามความฝัน การสู้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างครบรส หนังมีดราม่าครอบครัวที่ทำออกมาได้ชวนซาบซึ้ง มิตรภาพของคนต่างวัยระหว่างท็อป และลุงเทือง(รับบทโดย เปี๊ยก โปสเตอร์) ที่ทำให้คนดูต่างหลงรัก และวิธีการฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคในแบบของวัยรุ่น ทำให้หนังสามารถเข้าถึงคนดูส่วนใหญ่ได้ ไม่ว่าจะไม่วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ก็ตาม

19377595565

รีวิวภาพยนตร์ ด้านการแสดงของทีมนักแสดงนำในเรื่องนี้ต่างก็สามารถถ่ายทอดบทบาทออกมาได้น่าชื่นชมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พีช พชร ที่รับบทเป็น ท็อปก็สามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความที่ตัวละครท็อป และชีวิตจริงของพีช ที่มีความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนอยู่แล้ว ทำให้ในการถ่ายทอดบทบาทลูกคนจีนของ พีช ในเรื่องนี้ออกมาดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้บท ท็อปในเรื่องนี้ก็มีดราม่าที่หนักหน่วงพอ ๆ กับบท วินจาก Hormones วัยว้าวุ่น ซึ่งในเรื่องนี้พีช ก็ถ่ายทอดบทสู้ชีวิตออกมาได้ทรงพลัง หนักแน่น จนบทท็อปได้กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ พีช พชร มาจนถึงทุกวันนี้

อีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ก็คงไม่พ้นบท ลุงเทือง ที่เป็นการกลับมาแสดงภาพยนตร์หลังเว้นช่วงไปนานกว่า 40 ปี ซึ่งบทลุงเทือง ได้กลายเป็นตัวละครที่คนดูหลายคนล้วนหลงรัก ประทับใจ ในการถ่ายทอดบทบาทที่เป็นธรรมชาติ และเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องราวกรสู้ชีวิตในครั้งนี้ให้ออกมามีสีสันมากยิ่งขึ้น

หนังอาจยังคงคอนเซปต์ของหนังจาก GTH ที่มีความฟีลกู้ด สูตรสำเร็จที่ใครที่ดูหนังค่ายนี้บ่อย ๆ ก็คงเดาทิศทางได้ไม่ยาก แต่อย่างไรก็ตาม Top Secret ถือว่าเป็นหนังไทยที่นานทีปีหนจะมีมาให้ชม สำหรับใครที่อยากลองหาหนังสร้างแรงบันดาลใจดี ๆ สักเรื่อง ที่ให้ทั้งความสนุก บันเทิง และให้แง่คิด ให้เราหันกลับมาสู้ชีวิตทำตามความฝันอีกครั้ง หนังไทยเรื่องนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง หากใครยังไม่ได้ดูละก็ อย่ารอช้า

โดยปกติแล้วหนังฟอร์มหลักของ GTH ที่มักจะเน้นการเขียนบทและสร้างเรื่องด้วยตัวเอง (Original Score) แต่กับ “วัยรุ่นพันล้าน” หนังชีวประวัติของ ต๊อบ อิทธิพัฒน์ เจ้าของธุรกิจสาหร่ายเถ้าแก่น้อย เป็นหนังที่ต้องเล่นไปตามเนื้อเรื่องที่มีตัวตนอยู่แล้ว

เพียงแต่ขึ้นอยู่กับการแปลงบทหนังว่าจะให้มันมีอารมณ์ร่วม หรือแทรกแง่มุมได้น่าสนใจแค่ไหน คล้ายกับกรณี The Social Network

หนังเข้าในจังหวะที่ต้องบอกว่า “โคตรซวย” เพราะน้ำท่วมกรุงเทพฯ แบบพี๊กมาก ทุกคนตื่นเต้นแต่กับน้ำท่วม เขตไหนประกาศอพยพ ฯลฯ จนไม่มีอารมณ์มาดูหนังกัน
เห็นชื่อน้องพีช พชร แสดงเป็นพระเอกแล้วแปลกใจนิดหน่อย เพราะเพิ่งเปิดตัวมาจาก Suck Seed ได้ไม่นาน จากฝีมือในเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าทำได้พอผ่าน
นางเอกน้องมุกไหม (วลันลักษณ์ คุ้มสุวรรณ) ที่น่ารักโฮก แต่ออกมาบทน้อยยยยยย จนแทบไม่มีบทบาทในหนังอะไรเลย
เนื้อเรื่องน่าติดตามอยู่แล้ว เพราะชีวิตของต๊อบมันก็ค่อนข้างเหลือเชื่อจริงๆ
แทรกโฆษณาได้น่าเกลียดพอสมควร ถึงเราจะรู้กันอยู่แล้วว่าเถ้าแก่น้อยโตได้เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นก็ตามเถอะ

ชอบจังหวะสร้างอุปสรรคต่อการไปต่อข้างหน้า มันดูมืดมนและไม่รู้ทางออกจริงๆ (ทั้งที่เรารู้ว่าสุดท้ายตอนจบพระเอกรวย)
การใช้สัญลักษณ์อย่างเจ้าแม่กวนอิม หรือความเชื่อในการไม่ต้องคิดอะไรมาก แม้ไม่เด่นมาก แต่ก็ออกมาดูดีมีจังหวะ
บทหนังแน่นเกินไป หลายจังหวะดูจะรีบยัดๆ เข้ามา ข้อเสียคือมันหาจุดไคลแม๊กส์ไม่เจอเสียที ออกมาจากโรงจะหาไม่เจอว่าเราจำอะไรเด่นๆ จากหนังได้บ้าง
โดยรวมแล้วชอบเรื่องวัยรุ่นพันล้านนะครับ เป็นหนังดีและแนะนำให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย อย่างน้อยก็ทำให้เราได้แรงบรรดาลใจ ว่าการสร้างตัวเองจนกว่าจะมีทุกวันนี้ได้นั้น ไม่มีหรอกที่ได้มาด้วยโชคหรือความบังเอิญ
พรุ่งนี้รวย … ไม่มีจริงหรอกครับ แต่เราคงต้องเริ่มจากวันนี้ตะหาก ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูอีกรอบ ก็แอบอมยิ้มไม่ได้ - Pantip

รีวิว HIGHLIGHTS6 MINS. READ
ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train to Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ
บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้า แล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน
ในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์
“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้

หากคุณยังคงตราตรึงใจกับหนังไทยแนวความรักใส ๆ ของคนแอบรักที่พยายามทำทุกอย่างให้ได้ใจเขาในอดีตก็คงต้องนึกถึงหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูเป็นร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งได้นักแสดงนำอย่างคริส หอวังและเคน ธีรเดชมาเป็นคู่พระนางในเรื่องก็ยิ่งทำให้เคมีคู่กันจนถล่มรายได้แบบพุ่งกระฉูดจนส่งผลให้เพลงประกอบหนังอย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ของ Instinct ดังมาจนถึงปัจจุบันไปด้วย

แต่หากใครที่เพิ่งมาเป็นคอหนังรุ่นใหม่ เราก็แนะนำว่าต้องลองติดตามเพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจจะเป็นหนังในดวงใจของคุณอีกเรื่องก็ได้

เรื่องย่อหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เหมยลี่”สาวออฟฟิศที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอแต่งงานแล้ว จนกระทั่งในคืนวันแต่งงานของเพื่อนเธอซึ่งทำเอาเหมยลี่เมาหนักจนนอนบนเตียงที่คอนโดแทนที่คู่บ่าวสาว

เมื่อสร่างเมาแล้วเธอจึงได้ขับรถกลับบ้านแต่ด้วยความที่ยังคงมึนอยู่จึงทำให้ขับรถไถเข้าไปข้างทาง “ลุง”จึงช่วยเข้ามาดูรถทำให้ทั้งสองได้พบกันจนเป็นจุดเริ่มต้นที่โชคชะตาได้นำพาให้เหมยลี่ต้องมาโคจรเจอกับลุงเรื่อย ๆ จนทำของส่วนตัวเขาพังหลายอย่าง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น

– ความน่าสนใจของหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้บอกเล่าถึงมุมมองคนโสดซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับคนวัยทำงานที่ควรจะได้แต่งงานมีครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางเอกซึ่งเป็นตัวแทนคนโสดกลับยังหาแฟนไม่ได้เพราะความที่เป็นคนซุ่มซ่าม เปิ่น ๆ เธอจึงรู้สึกเหงาซึ่งมันค่อนข้างจะโดนใจผู้ชมหลายคนมากแบบอินจัดกับโมเม้นต์ชีวิตนาง

จนกระทั่งฟ้าได้ส่ง “ลุง” (ใช่แล้ว! นี่คือชื่อของพระเอก คือปังตั้งแต่ชื่อตัวละครคิดดู) พระเอกของเราที่เป็นวิศวกรรถไฟฟ้าให้ต้องมาถูกนางเอกป่วนชีวิตทำของพังทุกครั้งที่พบกัน ซึ่งนางเอกที่ตกหลุมรักพระเอกมาตั้งแต่แรก นางก็พยายามจะซ่อมสิ่งที่ทำพังให้พระเอกจนพวกเขาได้มาพบกันหลายครั้งและสนิท พระเอกก็เป็นคนที่ยิ้มง่าย อบอุ่น และใจดีเกินเบอร์จริง ไม่โกรธหรือต่อว่านางเอกสักคำ พ่อของลูกที่แท้ทรู

ในเรื่องจะมีฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กระหว่างที่ก่อให้เกิดความรักระหว่างคู่พระนางมากมาย เช่น ฉากเล่นน้ำสงกรานต์ที่พระเอกหล่อทะลุแป้ง ฉากที่ทั้งคู่พากันไปท้องฟ้าจำลอง และได้ชวนลุงดูดาวหางที่กำลังจะมาถึงโลกในเร็ว ๆ นี้ซึ่งเขาก็ตกลง แถมนางก็หึงพระเอกมากด้วยเวลามีน้องที่รู้จักกันมาเข้าใกล้พระเอก มีความฮาและโรแมนติกครบจบในเรื่องเดียวจริง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกให้เบอร์นางเอกในรถไฟฟ้านี่ผู้ชมกรี๊ดกันลั่นโรงเลย

– ข้อคิดดี ๆ จากหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้สอนให้เรารู้ว่า ความรักก่อเกิดได้จากการเรียนรู้ การให้เวลาในการทำความรู้จักกัน อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า “รัก”ออกมา แค่เพียงให้เวลา สถานที่ จิตใจ และการรอคอยเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วหากเขารักคุณจริงก็จะกลับมาหาคุณเอง

ปฏิบัติการคว้าผู้ชายกลางคืนมาเป็นเจ้าของหัวใจจึงเกิดขึ้น

หนังเล่นกับมุกตลกฮาๆ มากมายทุกฉาก จนคนดูพากันหัวเราะอย่างไม่หวาดไม่ไหว เพราะความเปิ่นๆ ฮาๆ ของเหมยลี่ บวกการตัดต่อแบบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่โอเวอร์แอ็คติ้งนิดๆ มีคิดในใจให้ได้ยิน หนังของ GTH เคยส่งให้หลายคนโด่งดังไปหลายคน เรื่องนี้คงไม่พ้น ทำให้ชื่อ “คริส หอวัง” โด่งดังกว่าเดิมอีกหลายเท่า นอกจากนี้ ยังคิดถูกที่เลือก “เคน” มาแสดง เพราะเขาคือผู้ชายที่หญิงไทยหลายคนเพ้ออยู่ จึ๊ดแน่นอน เพราะพวกเธอต้องคิดว่าตัวเองกำลังเป็น “เหมยลี่” อยู่แน่ๆ

รวมรูปภาพของ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ รูปที่ 11 จาก 21

รีวิว ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี BTS ทาง GTH จึงปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าของคนเมืองมาผสมกับความรักของสาวเมือง ที่นับวันยิ่งแต่งงานกันน้อยลง ไม่ก็แต่งกันในวัยที่มากขึ้นทุกที อาจด้วยเพราะผู้ชายเมืองหายากขึ้นทุกทีจนต้องแย่งกันคว้า แม้ว่าเหมยลี่จะเจอคนนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ต้องสะดุดด้วยอุปสรรคหลากรูปแบบ ที่มีพลังพอจะแยกคนสองคนให้เลิกลาจากกันได้

ทั้งเวลาเอย ระยะทางเอย ความผันแปรของจิตใจเอย ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน มิน่ามันถึงโดนใจยิ่งนัก

นอกจากดาราแขกรับเชิญหลายคนที่มาช่วยสร้างความฮา (นอกจาก แจ็ค แฟนฉัน ที่เห็นกันในหนังตัวอย่างไปแล้ว) ไปดูเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง หนังมีเวลาให้เราสนุกความรักที่แสนฮาไปค่อนเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยอารมณ์อีกด้านของความรัก แม้จะเตรียมใจมาแค่ไหน ผมก็ไม่วายเสียน้ำตาให้กับมัน ตั้งแต่คำพูดนั้นของเหมยลี่ มาจนถึงตอนจบ น้ำตาไม่เคยเหือดแห้งจางไป ทำให้ผมนึกถึง “Marley & Me” หนังหมาๆ ที่ตั้งใจเล่าเรื่องคนที่ผมเพิ่งได้ดูไป ฮาตลอดเรื่องแล้วมาร้องไห้กันตอนท้าย แต่ “Marley & Me” ก็ไม่ได้ทำให้เราเศร้านานขนาดนี้

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน  ดูหนัง ไทย

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย
ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด
แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

PANTIP.COM : A11429987 "เด็กหอ (2006)" ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมตอนไปดูรอบแรกถึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้... [หนังไทย]
รีวิวหนัง เด็กหอ เป็นภาพยนตร์ไทย แนวสยองขวัญที่ถูกนำเข้ามาฉายเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 กำกับการแสดงโดยทรงยศ สุขมากอนันต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการร่วมลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ถึง 3 บริษัท ได้แก่ GMM GRAMMY, Thai Entertainment, Hub Ho Hin แต่ปัจจุบันบริษัท Thai Entertainment พร้อมกับนักแสดงนำ จินตหรา สุขพัฒน์ (แหม่ม) แสดงเป็น ครูปราณี , ชาลี ไตรรัตน์ (แน็ก) แสดงเป็น ต้น หรือ ชาตรี , ศิรชัช เจียรถาวร (ไมเคิล) แสดงเป็น วิเชียร โดยเนื้อเรื่องถูกสร้างมาจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงโดยเป็นเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาจากโรงเรียบ อัสสัมชัญ ศรีราชา โดยตัวละคร วิเชียรนั้น ก็มีอยู่จริงซึ่งเด็กคนนั้นได้ประสบอุบัติเหตุในขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเด็กคนนั้นก็ชื่อวิเชียรเหมือนกัน นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบรรดาลใจให้กับผู้กับที่ได้กำกับภาพยนต์เรื่องนี้

ซึ่งเนื้อหา และเรื่องราวของภาพยนตร์นั้นสามารถสื่ออารมณ์ได้เป็นอย่างดี ในหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนนั้นสอดแทรกให้ได้คิด การดำเนินเรื่องราวของภาพยนต์บอกได้เลยว่าชวนให้น่าติดตามเป็นอย่างมากทำให้ลุ้นได้ทุกฉากทุกตอน ในด้านตัวละครในเรื่องนั้นผู้กำกับได้เสนอในแง่มุมต่างๆ และสามารถดึงความเก่งความสามารถของนักแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เช่น ครูปราณีที่มีความรักลูกศิษย์มาก ถึงแม้จะมีความดุและความเข้มงวดมากก็ตาม แต่ในความดุและความเจ้าระเบียบก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเช่นกันและสาเหตุที่ทำให้ครูปราณีมีนิสัยแบบนี้ก็เพราะเหตุการที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์อย่างวิเชียร ทำให้เธอโทษตัวเองว่ามีส่วนผิดนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอนั้นมีความเข้มงวดมากขึ้นถ้านับว่า การบิ้วท์อารมณ์ของผู้ชมจะใช้เสียงดนตรีเป็นหลักซึ่งมันทำให้ภาพยนต์ให้ความรู้สึกผวาและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนังผีไทยอันดับต้นๆ ที่เราไม่ควรพลาดเช่นกัน

เรื่องย่อ ของภาพยนตร์เรื่องเด็กหอ
การเปิดเรื่องเปิดได้อย่างหน้าสนใจโดยเปิดมาที่ ชาตรี เด็กชายวัย 12 ปี ถูกพ่อแท้ๆส่งมาเรียนที่โรงเรียนประจำ เพราะเขาดันไปรู้ความลับของพ่อเขา ทำให้ต้องถูกย้ายโรงเรียนใหม่ตั้งแต่กลางเทอม โดยที่เขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และที่นอนที่เขาต้องพักอาศัยอยู่รวมถึงการปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ พอเขามาถึงที่หอพัก ครูได้พาเขาไปที่เตียงแจ้กฎต่างๆของโรงเรียนให้เขารับทราและด้วยความที่เขาเป็นเด็กใหม่ที่ถูกย้ายมากลางเทอมทำให้เขาไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียวทำให้เขาชอบหนีไปอยู่สระว่ายน้ำเก่าๆหลังโรงเรียนคนเดียวบ่อยๆ และนั้นก็เป็นเหตุการณ์ทำให้เขาได้ไปรู้จักกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่เหมือนจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโรงเรียบนี้ หลังจากนั้นมิตรภาพระหว่างเพื่อนก็ได้เกิดขึ้น จนวันหนึ่งชาลีได้รู้ความจริงว่าวิเชียรไม่ใช่คน แต่เป็นผี ทำให้เขาถอยห่างออกจากวิเชียรด้วยความกลัว แต่เพราะความผูกพันธ์ และมิตรภาพระหว่างเพื่อนทำให้เขาได้เริ่มสืบค้นหาการตายของวิเชียร สาเหตุที่วิเชียรไม่ไปเกิดทำให้เขาได้ล่วงรู้ความลับของโรงเรียน เขาจึงได้หาวิธีเพื่อปลดปล่อยให้เพื่อนของรวมถึง การไปอธิบายช่วยให้ครูปราณีเลิกโทษตัวเองว่าตนเป็นสาเหตุที่ทำให้วิเชียรตาย จากนั้นเขาได้ไปถอดวิญญาณของตัวเองออกมาเพื่อไปช่วยเพื่อน หลังจากนั้นวิเชียรโดยได้ไปช่วยเพื่อนเขาจากการจมน้ำ ทำให้วิเชียรหลุดพ้นจากบวงกรรมและก็ได้ไปเกิดใหม่ โดยฉากตอนสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันธ์ของมิตรภาพระหว่างเพื่อนออกมาให้คนดูได้เห็นว่าทั้งคู่นั้นผูกพันธ์กันมากแค่ไหน

รีวิว บทสรุปและการตีความของภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ
แก่นของหนังเรื่องนี้ต้องการสื่อถึงมิตรภาพที่สวยงามที่แม้แต่ความตายก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปิดเรื่องมาที่พ่อของชาลีได้ส่งชาลีไปเรียนที่โรงเรียนประจำซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุ หรือ จุดเริ่มต้นของการพบเจอกันของชาลีและวิเชียร ทำให้เรื่องราวต่างๆได้เกิดขึ้น โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นถึงฉากผีที่หลอนจนขนลุก และผีในเรื่องไม่ได้มีความอาฆาตหรือการตามล้างแค้นใคร แต่เป็นการกล่าวถึงเรื่องราวของมิตรภาพของเด็ก2 คนที่มีให้ต่อกันแบบเพื่อน โดยจะสื่อให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆของตัวละคร โดยฉากส่วนใหญ่จะอยู่ที่สระน้ำแห่งหนึ่งในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีและฉากที่เอามาฉายส่วนใหญ่จะเป็นฉากตอนกลางคืนหากเป็นฉากไหนต้องถ่ายทำตอนกลางวันก็จะเป็นโทนสีหม่นๆเพื่อสร้างความสยองขวัญให้กับหนัง การเล่าเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ผู้กำกับสามารถเสนอเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยการดำเนินเรื่องนั้นผู้กำกับจะสร้างปมให้คนดูได้แก้และติดตามและค่อยๆ เฉลยทุกอย่างมาในฉากสุดท้ายซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

ตัวอย่าง เด็กหอ (Official Trailer) - YouTube

รีวิวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกวิจารณ์ในเว็ปพันทิปว่าเป็นหนังที่มีเค้าโครงคล้ายกับภาพยนต์สเปนเรื่อง EI Espinoza del diablo(The Devil’s backbone) แต่ผู้กำกับอย่างทรงยศได้ออกมากล่าปฏิเสธแล้วบอกไปว่าเรื่องรวามของภาพยนต์เรื่องวเด็กหอนี้ตนเองได้รับแรงบรรดานใจมาจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับหนังสเปนเรื่องนี้แต่อย่างไร

ชาตรี เด็กชาย อายุ 12 เรียน ม.1 เป็นเด็กไร้ความหมาย ที่พ่อของเขาส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา ที่จังหวัดชลบุรี อย่างฉุกละหุก ก็เพื่อที่ชาตรีจะได้พ้นไปจากบ้านไกลไปเสียจากพ่อ เพราะชาตรีรู้ความลับของพ่อทั้งหมด เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูก็เลยล็อก ชาตรีตกใจมากเลยอยากออกไป จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก

แล้วชาตรี ก็ได้พบกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง 2 ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าชาตรีก็เริ่มผูกมิตรกับวิเชียรได้ เพราะว่าทั้งสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไม่มีใครเห็นว่ามีตัวตน” อย่างตอนที่ชาตรีคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อถอดวิญญาณมาช่วยวิเชียร วิเชียรก็พูดว่า “สัญญากับฉันสิ ว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เพื่อช่วยฉัน ชาตรี สัญญากับฉันสิ” ชาตรีไม่ตอบ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเวลา 6 โมงเย็น มันคือ

เวลาตายของวิเชียร แต่วิเชียรต้องกลับไปที่สระว่ายน้ำนั้น เพื่อลิ้มรสความทรมานจากการจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชาตรีเจ็บปวดมากที่ได้เห็นวิเชียรทรมานแบบนั้น แต่ตัวเขากลับได้แต่ยืนมอง แตะต้องอะไรวิเชียรไม่ได้ จนในที่สุด ชาตรีก็ไปดมสารอีเทอร์ มากเกินขนาด จนในที่สุดวิญญาณก็หลุดออกจากร่าง แล้วชาตรีก็ไม่คิดจะเหลียวมองดูร่างของตนเองเลยแม้แต่น้อย

เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว และชาตรีก็ช่วยวิเชียรขึ้นมาจากสระจนได้ และต่อจากนั้นเอง ที่วิเชียรลาชาตรีไปเกิด แค่ลากันสั้น ๆ แต่สายตาสื่อความหมายว่าทั้งสองคนผูกพันกันมากมายเพียงใด

ตรงข้ามกับ วิเชียร ที่ความโดดเดี่ยวของเขาเกิดขึ้นจริง เขาถูกรังเกียจหวาดกลัวจากคนอื่น เพราะ สถานภาพ ผี ที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่สามารถหลุดพ้นกับการวนเวียนอยู่ในชาติภพนี้โดยไม่อาจหลุดพ้นไปไหน ความเป็นผี ของวิเชียร ก็เปรียบได้เหมือนปมด้อยของเด็กๆหลายคนทุกวันนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนที่ถูกแกล้ง ถูกล้อไม่มีเพื่อนคบ เพราะตัวเองตัวเตี้ย มีความพิกลพิการ ฯลฯ น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเป็นตัวขัดขวางมิตรภาพ เพราะหากต่างฝ่ายต่างเปิดใจเข้าหากัน ก็จะพบว่า โลกนี้จะเลวร้ายอ้างว้างเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจ เราก็สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

…วิเชียร บอกประโยคหนึ่งที่น่าคิดว่า ผี ก็เหมือนกับ คนที่โดดเดี่ยว ตรงที่ ทั้งคู่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่มีตัวตน คนในสังคมเราทุกวันนี้ต่างมีชีวิตกันเบียดเสียดเดินชนกันทุกวี่วัน แต่สำหรับบางคนมันก็ยังทำให้เหมือนอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจใครจนไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ไร้ตัวตน

ความเป็นผีของวิเชียร ทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ ถ้าจะมีใครมองเห็นก็กลัวหรือหนีหาย เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากย้อนกลับไปตอนมีชีวิต ความเป็นคนของวิเชียรก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อถูกทิ้งไว้ให้ตายกลางสระว่ายน้ำ ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระครั้งแล้วครั้งเล่าทุกวัน

เพื่อน คือ สิ่งที่ทำให้ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนของ ชาตรี และ วิเชียร มี ตัวตน

สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยวิเชียรจากความโดดเดี่ยวและเวียนวนในความตายคือ มิตรภาพที่ได้รับจากชาตรี และ สิ่งที่เปิดประตูชาตรีจากการกักขังตัวเอง คือ มิตรภาพที่เขาได้รับจากวิเชียร

… ผลดีที่ส่งต่อตามมาคือการสามารถปลดครูปราณีออกจากความเข้าใจผิดที่ติดอยู่กับแผ่นเสียงตกร่องและความรู้สึกผิดมาหลายปี และ ปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธที่ขวางกั้นของชาตรีกับพ่อไว้ด้วยกัน

…พล็อตที่มีอยู่ในมือทำให้ เด็กหอ ถีบตัวเองออกจากหนังผีทั่วๆไป เป็นหนังดราม่าที่มีผีอยู่ในเรื่อง ต้องชมคนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา การผูกโยง ความมีตัวตน + มิตรภาพ +ผี +ความผิดในใจ และ การก้าวข้ามผ่านวัย(coming of age) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ไหนจนมากเกิน หนังฉีกตัวเองออกไปจากแนวหนังซ้ำๆที่มีมาในช่วงหลังๆนี้ อารมณ์ของหนังทำออกมาได้อย่างนุ่มนวลแฝงอารมณ์ขันที่ใส่อยู่เป็นระยะๆ

…พล็อตหรือโครงเรื่องที่แข็งแรงนี้พอพล็อตถูกขยายออกมาเป็นบทหนัง หลายจุดที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่ามันอธิบายได้ไม่ดีพอ ตัวอย่างพล็อตรองในส่วนความสัมพันธ์พ่อ – ลูก เป็นส่วนที่ผมชอบมาก เสียดายที่การคลี่คลายความสัมพันธ์ของพ่อกับชาตรีที่ให้ทั้งสองคนกลับมาดีกันได้อย่างด่วนสรุปง่ายๆเกินไป และ ไร้คำอธิบายเหมือนด่วนสรุปเพื่อจะจบเรื่องราว ประเด็นอื่นๆ เช่น หลังกระต่ายตายแล้วฟื้นเสร็จจู่ๆชาตรีก็วิ่งไปที่สระว่ายน้ำ หรือ จะเป็นตอนท้ายที่เพื่อนๆอยู่ๆก็รู้วิธีช่วยชาตรีกันขึ้นมาเองเฉยๆ ฯลฯทั้งหลายทั้งหมดนี้มันเกิดจากตัวละครคิดขึ้นมาได้เอง ซึ่งดูขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร หนังขาดจุดเชื่อมโยงที่ดีในการอธิบายเหตุและผลของการกระทำ

…การเล่าเรื่องของหนังทำได้ไม่คงเส้นคงวา หากเหมือนรถก็เหมือนรถที่บางช่วงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า แต่บางช่วงรถก็จอดอยู่กับที่เฉยๆชวนให้ง่วง บางช่วงขับช้า(ช่วงแรกๆ ช่วงหนังที่ฉายบนจอในเฉลิมกว้าง)บางช่วงขับเร็ว(ช่วงท้ายที่อยู่พระเอกคิดได้วิ่งไปช่วยเพื่อนที่สระ ช่วงคลี่คลายตอนท้ายในหลายๆเหตุการณ์) บางช่วงที่หนังเหมือนจับเอาฉากสวยๆหลายฉากมาต่อกันแต่ดูแล้วมันไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับอารมณ์ของหนังด้วยที่ผมเองรู้สึกว่าหลายฉากที่ซาบซึ้งกินใจแต่มันไม่ปะติดปะต่อกันตลอดเรื่อง

…อย่างไรก็ดี เด็กหอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดทุกด้าน จุดอ่อนหลายจุดก็สามารถถูกลืมๆไปได้ ยิ่งถ้าคนดูสามารถอินไปกับอารมณ์ของหนัง สิ่งที่ดึงคนดูไปได้จนจบคืออารมณ์ของหนังนั่นเอง

ผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ศิษย์เก่าโรงเรียนในหนัง ผมเองก็ได้แต่สงสัยจังว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องของตัวเอง) หนึ่งในทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ แยกมากำกับเดี่ยวเป็นเรื่องแรก ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ต่อเนื่องมาได้ไม่แพ้ เพื่อนสนิท ที่เป็นงานกำกับเดี่ยวของทีมเดียวกัน นั่นคือ หนังแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียด ประณีตในตัวงาน เช่น การถ่ายภาพและบันทึกเสียงที่โดดเด่นมาก การคัดตัวนักแสดงเล่นกันได้ดี น้องแน็คจากแฟนฉันยังคงมือไม่ตก เช่นเดียวกับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่มารับบทคุณครูผู้มีความหลังลึกลับ ที่เด่นเป็นพิเศษคือเด็กหนุ่มที่มารับบท วิเชียร ซึ่งสีหน้าแววตาเล่นออกมาได้มีมิติกว่าน้องแน็คเสียด้วยซ้ำ รวมถึงบทพ่อของชาตรีที่ออกมาไม่มากก็เล่นได้ดี

ตัวหนังที่ออกมาในแนวดราม่า + การก้าวข้ามผ่านวัย เป็น อีกหนึ่งหนังไทยแนวนี้ที่หายไปนาน และ การมาของเด็กหอ ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแถมมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการผนวกความเป็นหนังผีเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่า จากหนังตัวอย่างที่เสนอตัวเองเป็นหนังผีเต็มตัว อาจทำให้คนดูที่คาดหวังประมาณอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทต้องผิดหวัง ฉากชวนตกใจจากผีหลอกออกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่างไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ส่วนดราม่าของหนังทำออกมาได้ดีมากในหลายฉากหากมองเป็นฉากๆไป โดยเฉพาะคนดูยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ร่วมเหมือนในหนังแล้วจะพบว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์ชวนให้ถวิลหาอดีตได้ดีเหลือเกิน แค่ฉากนั่งบนแท้งค์น้ำตอนท้ายกับเพื่อนๆมันก็ทำให้ผมเหมือนตัวเองเด็กลงไปเป็นช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้ตัว ส่วนบรรยากาศผีออกหลอกหลอนที่มีอยู่น้อยในหนังนั้นก็น่ากลัวมิใช่เล่น แต่หากผู้กำกับคิดจะไปกำกับหนังผีเต็มตัว คงจะดีหากหนังลดความจงใจใส่พิรุธ หรือ ลดการใส่ความน่าสงสัยเกินเหตุเข้าไปในหนัง แล้วให้หนังเล่าไปข้างหน้าอย่างเนิบช้าด้วยตัวมันเอง ตัวอย่างที่หนังจงใจเช่น สีหน้าสาวใช้ตอนเอาของขึ้นท้ายรถ สีหน้าของน้องแน็คที่ดูลึกลับตลอดเวลา สีหน้าวิเชียรที่ตกใจตอนมองไม่เห็นใคร (ไม่รู้จะตกใจเพื่ออะไรเพราะตัวเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผี) ฯลฯ มันทำให้เดาได้ง่ายเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูหนัง ไทย

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

วิจารณ์หนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ กับนักแสดงมากฝีมือ

เรื่องย่อทางการของ “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” หนังรักของเต๋อ นวพล | JEDIYUTH

วิจารณ์หนัง พูดถึงหนังจากค่าย GTH หลายคนคงให้คะแนนความน่าดูของหนังครึ่งใจไปแล้ว อีกครึ่งหนึ่งไปเอาในโรงภาพยนตร์ ยิ่ง “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” เป็นหนัง GTH เรื่องแรกของปี 58 หลายคนคงวางแผนที่จะไปดูแน่ๆ

นอกจากชื่อ GTH ที่คนวางใจฝีมือของค่ายนี้แล้ว ตัวของนักแสดงนำก็เรียกแขกได้ไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องความฮาแบบหน้าตาย เป็นความถนัดของพระเอก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แถมงานนี้ยังได้นางเอกพันล้าน ใหม่ ดาวิกา มาเสริมทัพกลับยิ่งเพิ่มความน่าดูเข้าไปอีก

คนเรา “อดนอน” ได้นานแค่ไหน? ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร…การทำงานของร่างกายก็มีลิมิตของมันเอง ขีดจำกัดของร่างกายจะคอยเตือนเรา ภูมิต้านทานต่างๆ ย่อมลดลงหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ “การอดนอน” แน่นอนว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครอยากอดนอน แต่ถ้าจำเป็นก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ มันแค่อดนอนไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จ… แต่จะมีกี่คน “บ้างาน” จนอดหลับอดนอนเป็นวันๆ เหมือน “ยุ่น” (ซันนี่) พระเอกของเรื่อง ที่เหมือนแยกความคิดและจิตใจออกจากร่างกาย ที่กะจะสั่งให้มันทำอะไรก็ได้

“ไม่นอนแค่ไม่กี่วันไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ถ้าไม่มีงานนี่สิจะตาย” ความคิดที่คนไม่บ้างานจะคิดไม่ออกจริงๆ

ตัวละคร “ยุ่น” คือผู้ชายบ้างาน(หนักมาก) คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่กับการทำงานเป็นจุดประสงค์หลักของชีวิต แต่เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติคือมี “ผื่น” ขึ้นตามตัวทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเขาลดลง ตัวยุ่นจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ต้องไปหาหมอรักษาให้หาย หมออิม (ใหม่ ดาวิกา) หมอเจ้าของไข้ เจอหน้าก็ตรวจตามหน้าที่ แต่สิ่งที่หมอสั่งนั้น มันไม่เอื้อต่อการทำงานของตัวยุ่นเลย การรักษาผื่นครั้งนี้ยืดเยื้อกินเวลานานจนความรู้สึกของใครบางคนเปลี่ยนไป พร้อมกับผื่นที่เริ่มหาย… นั่นหมายความว่าการรักษาครั้งนี้จะต้องสิ้นสุดลง ซึ่งจะทำให้หมอและคนไข้ไม่ได้เจอกันอีก

ความรู้สึก “เกิน” หมอและคนไข้ของยุ่น ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนอกหัก ที่ต้องทำอะไรบางอย่างให้ลืมหน้าหมออิมไป เมื่อยุ่นได้โปรเจคใหม่ซึ่งเป็นเหมือนฝันที่รอคอย บวกกับความไม่อยากคิดมาก การอดนอนครั้งนี้จึงทำลายสถิติร่างกายของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ต้องสูญเสียมันไปตลอดกาล

ฟรีแลนซ์ฯ อาจ ไม่ใช่หนัง ที่โดนใจ คนทุกวัย ที่เดินเข้าไปดู แต่กับบุคคลที่ “งานคือชีวิต” หนังเรื่องนี้จะสะท้อนตัวตนของคุณได้เป็นอย่างดี คนทำงาน จะต้องมีโมเม้นท์ ที่ย้อนกลับมามองตัวเองแน่ๆ ว่าเราทำงานจนไม่คิดถึงตัวเองแบบในหนังหรือเปล่า สิ่งที่แลกกันมันคุ้มจริงๆ หรือ ถ้าหากวันหนึ่ง เราน็อคคาโต๊ะทำงาน จะมีคนมาเจอ เราหรือเปล่า หลายความคิด พุ่งเข้ามาในหัว มันแน่นอน อยู่แล้วว่า งานนั้น สำคัญ แต่ร่างกายเรานี่แหละสำคัญที่สุด คนเราไม่ได้ฟื้นจาก ความตายทุกคน ใช้ชีวิตให้พอดี ให้ชีวิตได้มีวันต่อๆ ไปไม่คุ้มกว่าเหรอ?

บทภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเรียลไปไหน… พูดกันแบบที่เราๆ พูดกันอยู่ทุกวันนี่แหละ เสน่ห์ของบทพูดที่ เข้าถึง ได้ง่าย เป็น การส่งสาร แบบตรงๆ ถึงคนดู ไม่ต้องมานั่งตีความในประโยคหลายรอบ ทำให้อินเนอร์ คนดูไหล ตาม เรื่องราวได้ง่าย

การแสดงของนักแสดงนำอย่างซันนี่, ใหม่ ดาวิกา และ วี ไวโอเล็ต มีความชัดเจนในการเป็นตัวละครอย่างมาก ซันนี่ที่ต้องรับบทหนักทั้งแสดงและพากย์เสียงความในใจก็ส่งอารมณ์ตรงกับความรู้สึกการแสดงของตัวละครอย่างลงตัว ส่วนวี ไวโอเล็ต บทที่โตเกินวัยของตัวเองแต่ก็ทำออกมาได้ดีมาก ส่งต่อมุขกับซันนี่ได้ไหลลื่น เหมือนนั่งดูสองพี่น้องคุยกันจริงๆ มุกในหนังยังคงความฮาตามแบบฉบับซันนี่ที่คนดูจะไม่ผิดหวัง คุณจะยังได้หัวเราะลั่นในโรงแน่นอน แต่เสียดายที่มันไม่ได้หัวเราะตลอดทั้งเรื่องเหมือนหนังยี่ห้อ GTH ที่ผ่านๆ มา

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ผลงานของผู้กำกับ เต๋อ นวพล ที่ขึ้นชื่อถึงความอินดี้ในตัวหนัง ถึงแม้จะมีคำว่า GTH เป็นส่วนประกอบ แต่ความ “หวั่น” ว่าอาจจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องยังมีอยู่ในหัว แต่พอได้ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมากก็รู้สึก “ผิดคาด” ต้องยกนิ้วให้กับการเล่าเรื่องที่เข้าถึงใจ ถึงคนดูจริงๆ

หากคุณจะเดินไปดูหนังสักเรื่องในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ น่าจะเป็นหนังที่ตอบโจทย์สำหรับคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะพวก “บ้างาน” เพราะมันจะทำให้คุณค่อยๆ หวนคิดและทบทวนถึงแต่ละวันทำงานของตัวเอง ว่าคุณทุ่มเท และทำงานอย่างบ้าคลั่งจนลืมที่จะใส่ใจดูแลร่างกาย รวมถึงจิตใจของตัวเองหรือเปล่า…เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ลองวางแผนถึงการพักผ่อน และใช้วันลาที่สะสมไว้ซะบ้าง ออกเดินทาง ไปนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน …เพราะชีวิตเราไม่ได้มีแค่งานเพียงด้านเดียว

คำเตือน : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในหนังเกือบทั้งเรื่องครับ

30 ข้อ วิเคราะห์หนัง Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ… [สปอยสุดติ่ง] - Pantip

วิจารณ์หนัง ผมขออนุญาตแยกวิเคราะห์เป็นตัวละครนะครับ

1.หมออิม

หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่หมอทุกคนที่จะเก่ง
และใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะเก่งทุกเรื่อง

หมออิมเคยลองใช้ Photoshop แล้ว
แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็น ในขณะที่ยุ่นใช้มันคล่องมาก

“ทักษะต่างๆเป็นของใครของมัน

เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้”

หมออิมสั่งห้ามยุ่นนอนดึก
แต่หมออิมเองก็นอนดึกเมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือสอบ
ทำให้เห็นว่าคนเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพที่ดี
แต่เราจะทำมั้ย ก็มีปัจจัยอื่นๆมา มันอยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น

แม้จะเป็นหมอเองก็ตาม

2.เจ๋

เพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุดของยุ่นในเรื่องนี้ก็ว่าได้
จะเห็นได้ว่าเจ๋เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก ทวงงานยุ่นยิกๆ
และพร้อมจะหาแผนสำรองให้กับงานโดยการโทรเรียกเจิดมาช่วย
จนกระทั่งยุ่นขอร้องและรับปากว่าทำเสร็จทัน

เจ๋เป็นเหมือนตัวแทนของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพื่อนที่ดี
พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อนตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน
เจ๋ก็จัดการกับชีวิตตัวเองได้ดี

เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก
เจ๋เลือกครอบครัวไม่ได้เลือกงาน
เพราะการหามรุ่งหามค่ำมันอาจจะมีผลกระทบกับลูกเจ๋

และจุดเปลี่ยนเรื่องลูกเจ๋นี่เอง
ที่ทำให้ยุ่นพบกับจุดเปลี่ยนว่า

Contact Point เดียวของเขากำลังจะหายไป

จริงๆหนังได้ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนเจ๋ไปญี่ปุ่นแล้ว ว่ายุ่นไม่มีใคร
(รวมถึงโทรศัพท์ที่มีแต่โทรหาเจ๋)

ซึ่งนั่นทำให้ตอนที่เจ๋ลาออกจากงาน ยุ่นถึงเป็นเดือดเป็นร้อนมาก

3.พี่เป้ง

ตัวละครพี่เป้งสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
คนบางคนสนใจแต่เรื่องงาน และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย
ถามว่าตอนดูหนังแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับพี่เป้ง
เราอาจจะต้องย้อนดูตัวเราเองว่าตอนที่เราทำงาน
เราทำตัวใกล้เคียงกับพี่เป้งบ้างรึเปล่า

พี่เป้งคือคนที่เอาผลประโยชน์และตัวงานเป็นที่ตั้ง
จนไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน

คำชื่นชมของพี่เป้งล้วนเป็นไปเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง
ถ้วยรางวัลมากมายจึงเป็นของพี่เป้ง
เพราะพี่เป้งเป็นคนที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ (ไม่ว่าจะใช้ใครก็ตาม)
พี่เป้งถึงได้เป็นผู้จ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาพลักษณ์ของพี่เป้งดูเลวร้ายในสายตาของเจ๋
แต่ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็อาจจะพูดได้ว่าคนแบบนี้แหละ ที่ลูกค้าต้องใช้

งานชิ้นสำคัญของ Lisa ถึงได้ถูกมอบให้พี่เป้ง
หาคนที่สามารถทำงานสเกล2เดือน เสร็จภายใน 2สัปดาห์
และหวยมาออกที่ยุ่น ผู้ซึ่งกำลังเฟล และตบปากรับคำไปนั่นเอง

4.ไก่

พนักงานเซเว่นผู้ให้คำปรึกษา และเพื่อนยามดึกของยุ่น
ตัวละครนี้ทำให้รู้ว่ายุ่นนอนดึกติดต่อกันมายาวนาน
ไก่เป็นเหมือนคนที่คอย Support ยุ่นให้ยุ่นทำงานเสร็จกลายๆ
(ขายอาหาร/ ช่วยตีแบดให้ยุ่นตาสว่าง)

5.พงศธร

เพื่อนสนิทที่ยุ่นคิดเอาเองว่าสนิท
แต่ยุ่นทำตัวเหินห่างกับพงศธรมาก
อันที่จริงเมื่อเราเติบโตขึ้น
เราก็ย่อมห่างเหินกับสังคมเก่าๆไปบ้าง

อย่างพงศธร น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง…ที่ยุ่นละเลยมาก
มากจนถึงขนาดไปนั่งทำงานในงานศพของพ่อพงศธร
…ซึ่งพงศธรก็ถึงกับบอกว่า

“ถ้ามึงยุ่งมาก งานศพกูมึงไม่ต้องมาก็ได้”

ในมุมมองของพงศธรนั้น
ยุ่นก็อาจจะไม่ใช่คนที่สนิทเท่ากับที่ยุ่นคิดแล้ว
(แต่เอาเข้าจริงตอนนึกถึงพงศธรในงานศพของยุ่น พงศธรก็ไม่ได้มาเป็นลำดับแรกๆนะ)

ชีวิตของพวกเราก็มีเพื่อนที่เป็นเหมือนพงศธรอยู่บ้างล่ะครับ ลองนึกดีๆ

6.แม่

เป็นคนที่ถูกลืมที่สุดในหนังเรื่องนี้
มีแต่คำบอกเล่าเฉยๆ
และพีคมากตรงฉากงานศพ
ที่แม่เป็นคนเดียวที่หันหลัง

และพอตัดกล้องกลับมาด้านหน้าเห็นแต่ภาพมุมไกลๆ
เอาเข้าจริงผมคิดว่าหนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่ายุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก
ขนาดมีเวลาว่างๆตั้งหลายเดือนแล้ว ยุ่นยังไม่ได้ตัดต่อรูปให้แม่เลย

7.ยุ่น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด6ตัวละครข้างต้น

ผมคิดว่ายุ่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานสูงสุด

จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป

กับหมออิม – ยุ่นทำให้เห็นว่างานสำคัญกว่าสุขภาพหลายต่อหลายครั้ง
กับเจ๋ – ยุ่นโกรธเจ๋ที่เจ๋เลือกครอบครัวมาก่อนงาน และนั่นทำให้ยุ่นเคว้ง
กับพี่เป้ง – ยุ่นดูจะนับถือและเชื่อใจพี่เป้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หัวฟาดโต๊ะนั่นล่ะ
กับพงศธร – เห็นๆกันอยู่ว่างานมาก่อนเพื่อน
กับไก่ – เป็นตัวช่วยที่ Support ให้ยุ่นทำงานได้ เลยเป็นคนที่ยุ่นนึกถึงในงานศพ (ถ้าจำไม่ผิดจะมาถัดจากเจ๋เลย)
กับแม่ – ขอสรุปแบบใจร้ายเลยนะ สำหรับยุ่น

งาน > เพื่อนร่วมงาน > เพื่อน > แม่

8.เจิด

ผู้นับถือยุ่น และมองว่ายุ่นผู้บ้างานคือความเท่

และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จแบบยุ่น

เป็นอะไรที่สร้างความเข้มข้นให้กับหนังได้มาก

เพราะเมื่อยุ่นใส่ใจกับงานน้อยลง ก็จะตามหลังเจิดในทันที

ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของใครๆก็ตามที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ตามมาเสมอ

9.Freelance

ชื่ออาจจะฟรี แต่ทำจริงๆไม่ฟรี

หนังได้นำเสนอให้เห็นว่าอาชีพนี้ถ้าเอาจริงเอาจังและจะเป็นมือหนึ่งแบบยุ่น

มันหยุดไม่ได้ ถ้านึกจะหยุดก็หยุด ก็จะไม่มีคนจ้าง

สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามันแทบจะไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟฟิสเลยด้วยซ้ำ

ใครทุ่มเทมาก ก็มีโอกาสจะก้าวหน้าได้มาก

แต่ถ้าไม่ทุ่มเทก็พร้อมจะถูกเขี่ยออกจากวงการ (ไม่มีคนจ้าง)

เหมือนกับพนักงานออฟฟิสที่ไม่ก้าวหน้านั่นเอง

10.Work Life Balance

เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าชัดที่สุดในหนังเรื่องนี้เลยครับ

ยุ่นคิดว่าการโหมทำงานหนักจะทำให้ได้งานที่ออกมาดี

แต่นอกจากสุขภาพจะพังแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จตามกำหนดอยู่ดี

ซึ่งเมื่องานไม่เสร็จ ชีวิตยุ่นก็ยังเดินต่อไปได้ แม้ว่าอาจจะเสียเครดิตเรื่องงานไป แต่ยุ่นก็ยังมีชีวิต

การโหมงานจนเสียชีวิตนั้นคงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เอาจริงๆผมอยากให้หนังตัดจบตั้งแต่ยุ่นล้มหัวฟาดพื้นเลยนะ

ถ้าตายฉากนั้นจะ EPIC มากๆ คงเป็นหนังที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปีเลย (แอบโหด)

เพราะถ้ายุ่นตายแล้ว งานมันก็คือไม่เสร็จอยู่ดี และจะพีคกว่าถ้าสุดท้ายพี่เป้งให้เจิดทำต่อ

แต่นั่นล่ะ ถึงในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่พี่เป้งก็คงหาคนมาทำแทนยุ่นจนเสร็จอยู่ดี

การที่หนังไม่ให้ยุ่นตายก็อาจจะเพื่อเปิดทางให้พี่เป้งยกคอมมาให้ยุ่นในฉากถัดมา

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนแบบนี้ก็มีอยู่จริงแหละ ถึงคนที่ทำงานให้จะป่วยแต่ก็ยังอยากได้งาน

ถ้ายุ่นไม่รู้จัก Balance ชีวิตตัวเอง ก็คงต้องป่วยตายเข้าสักวัน

…และถ้าสังเกตขอบตาพี่เป้งไม่ได้คล้ำนะ ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

10 เพลงประกอบภาพยนตร์น่าฟังจากค่าย GTH | Music Arms ศูนย์รวมเครื่องดนตรี ตั้งแต่เริ่มต้น ถึงมืออาชีพ | Music Arms

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยที่เล่นได้กวนและมึนสมชื่อหนังมาก
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลิตโดยจอกว้างฟิล์ม และจัดจำหน่ายโดย จีทีเอช ออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553

ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล

นักแสดงนำโดย: ฉันทวิชช์ ธนะเสวี – หนึ่งธิดา โสภณ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ หญิงสาวและชายหนุ่มชาวไทยที่จู่ ๆ ก็ได้บังเอิญมาพบเจอกันที่กรุงโซลต่างคนต่างอกหัก เดินทางมาเที่ยวเกาหลีคนเดียวทั้งคู่ และได้ตกลงเที่ยวด้วยกัน โดยไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม เพราะไม่ต้องการรู้จักกันแบบลึกซึ้ง

เรื่องย่อ –

หญิงสาว(หนูนา หนึ่งธิดา) ผู้หญิงที่โกหกแฟนว่าไปงานแต่งกับเพื่อน แต่จริง ๆ แล้ว เพื่อนไม่ว่าง เลยมาคนเดียว แฟนเธอมีนิสัยจู้จี้ขี้บ่น ทำอะไรก็ห้ามไปหมด ชอบหัวร้อนและอารมณ์เสียใส่ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ตลอด ดุหมือนพ่อ !! ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ผู้ชายที่ไปเที่ยวเกาหลีคนเดียว แต่งตัวโคตรชิลล์ ใส่เสื้อยืดแขนสั้น ย้วย ๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าหูคีบ ชิลล์เกิ๊น !! เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพราะว่าอกหัก ลืมแฟนเก่าที่คบกันมานานหลายปีไม่ได้ เลยหนีมาเที่ยว เผื่อจะดีขึ้น มีอยู่คืนนึงชายหนุ่มก็เมาเละเทะเลย อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม นอนสลบอยู่หน้าเกสเฮ้าส์แห่งหนึ่ง โดยมีรองเท้าของใครก็ไม่รู้ เป็นหมอนคู่ใจของเขายันเช้า

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นมา เห็นหน้าหญิงสาวพอดี เธอเอะอะโวยวายเพราะต้องการจะทวงเสื้อคลุมที่เธอเสียสละให้ห่มกายนอนเมื่อคืน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีมึน บอกว่าหลงทางกลับโรงแรมไม่ถูก จึงอยากขอให้หญิงสาวช่วยไปส่งหน่อยได้มั้ย แต่สุดท้ายเขาก็ไปไม่ทันทัวร์ พลาดตกรถ เพราะว่ากว่าจะเจอโรงแรมก็สายแล้ว ทัวร์กรุ๊ปของชายหนุ่มได้ไปทัวร์ที่อื่นต่อแล้ว เลยทำให้ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ต้องย่องตามหญิงสาวไป เพราะอยากขอวอนให้เที่ยวด้วยกันได้มั้ย ทั้งที่หญิงสาวตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวแบบสาวติส จนทั้งสองได้ตกลงปลงใจเที่ยวด้วยกัน แต่มีข้อแม้ว่า จะไม่รู้จักชื่อของกัน ไม่เอ่ยข้อมูลส่วนตัวเลย โดยเที่ยวด้วยกันแบบ ใช้นามสมมุติ เรียกกันแทน เพราะไม่อยากเป็นคนรู้จักกัน เวลาพูดอะไร ทำอะไรจะได้ไม่ต้องเกรงใจใคร หรือทะเลาะกับใคร ให้เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสองคนที่มาเที่ยวต่างประเทศด้วยกันแค่นั้น

ความรู้สึกหลังดูจบ –

เป็นหนังที่หลังดูจบคือ ไม่อยากให้จบเลยอ่ะ น่าจะเล่นต่ออีกหน่อยนึง อย่างน้อยขอรู้ชื่อ พระเอกนางเอกก่อนได้มะ ทั้งเรื่องสรุปไม่มีใครรู้ชื่อนักแสดงนำเลย คือตอนจบกำลังจะบอกชื่อ หนังก็จบเลย มันค้างคามากเลยครับ >< นอกนั้นฉากอื่น ๆ คือดีหมดเลย ยกเว้นแต่ตอนจบน่าจะเล่นไปให้สุดกว่านี้ จะดีมาก ปล. อยากให้มีภาคสอง แต่น่าจะฝันสลายเพราะหนังก็ฉายไปนานแล้ว อดเบย อาจจะค้างคานิดนึง แต่เดาว่าตอนจบมันต้องแฮปปี้แน่ ๆ เพราะพระเอก บอกรักผ่าน วิทยุพี่อ้อยพี่ฉอด ขนาดนั้น จนนางเอกร้องไห้ออกมาด้วยความซึ้งใจ

ฉากที่ประทับใจ –

1. ฉากที่พระเอกไปเที่ยวที่เกาะนามิ

หรือ ที่คุณเต๋อเขาเรียกว่า เกาะฮานามิ อ่ะ >< แล้วได้ไปนั่งกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งกับนางเอก แล้วก็ชมเจ้าของร้านว่า ลุง ลุง อาหารร้านลุงแม่งรสชาติเหี้ยมากเลย หมาไม่แดกอ่ะ โคตรห่วยแตกเลย พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ลุงเจ้าของร้านด้วย แล้วลุงเขาก็ก้มหัวลงขอบคุณใหญ่เลย เพราะเข้าใจว่าลูกค้าชม คือแบบซีนนี้ฮามาก ประมาณว่าที่พระเอกจะสื่อให้รู้ว่า ไหน ๆ ก็จะเที่ยวแบบไม่รู้จักใครไงละ เราพูดอะไรไปเขาก็ฟังไม่ออกหรอกไรงี้ เลยแกล้งลุงให้นางเอกดู ชอบความเล่นพิเรนของพระเอกมาก 😆

2. ฉากที่นางเอกต่อว่าแฟนตัวเองทางโทรศัพท์

คือปกติจะยอม ๆ ไปไง แต่พอเธอโดนแฟนด่ายับ แถมยังบอกเลิกอีก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วนางเอกก็ทนไม่ไหว ใส่เป็นชุดเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเหมือนนางเอกอัดอั้นตลอดเวลาที่คบกับแฟนคนนี้ไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย โดนสั่ง โดนห้าม ไอนั่นไอนี่ จนข้างในมันอึดอัดมาก เลยพอแฟนบอกเลิกมาแบบนี้ ก็จัดไปด่าตัดไฟ ระเบิดความในใจออกมาทั้งหมดเพื่อจบความสัมพันธ์นี้ซักที

แล้วก็ยังมีอีกหลายซีนเลยที่ชื่นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากตลกคอมเมดี้ต้องยกนิ้วให้คนเขียนบทเลย มันฮามาก เข้ากับนักแสดงสุด ๆ โดยปกติแล้วพระเอกนางเอก ก็เป็นคนกวน ๆ อยู่แล้วด้วย แต่ละซีนมันเลยออกมาลงตัวมากขึ้น

คะแนนความชอบส่วนตัวให้ 9/10

ดอกไวโอเล็ตกับเจ้าเต่าทอง: กวน มึน โฮ

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ นึกว่า เป็นหนังเกาหลี อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับครับว่าระยะหลังนี้หนังเกาหลีมาตีตลาดหนังไทยเราเป็นอย่างมาก เรียกว่า ตีตลาดทั้งจอเงินและจอแก้วเลยทีเดียว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีหนังชื่อเกาหลีออกมาอีกสักเรื่อง แต่พออ่านไปๆ อ้าว…ชื่อภาพยนตร์ไทยนิหน่า

กวน มึน โฮ เป็นภาพยตร์คุณภาพเรื่องล่าสุด จากค่ายหนังดัง GTH ที่ได้ บรรจง ปิสัญธนะกูล (โต้ง) มาเป็นผู้กำกับ และถ้าจะให้พูดถึงผู้กำกับคนนี้ ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือให้เลยครับทั้งสองมือ โต้ง เกิดจากการเป็นผู้กำกับ เรื่อง “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ”

ซึ่งเรื่องแรกก็ทำรายได้ไปร้อยกว่าล้านแล้ว แล้วยังถูกเมืองนอกซื้อไปทำใหม่(รีเมก)อีกต่างหาก เรียกว่าเรื่องแรกก็ได้ทั้ง เงินและรางวัลเชียวล่ะ พอมาเรื่องที่สอง “แฝด” ก็ทำรายได้ไม่น้อยหน้าไปกว่าเรื่องแรกสักเท่าไหร่นัก มาเรื่องที่ สามอย่าง “4แพร่ง”

ตอน คนกลาง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวมากที่สุดในบรรดาทั้ง 4 ตอนของหนัง ว่าเป็นตอนที่สนุกที่สุด พอมีเรื่อง “5แพร่ง” ตอนคนกอง ทุกคนก็จับตามาที่ผู้กำกับคนนี้เลยที่เดียวว่าเขาจะมีมุกอะไรจะมาเสนออีก ซึ่งคนดูก็ไม่เคยผิดหวังกับการกำกับของคุณโต้งเลยสักครั้ง แม้จะเป็นมุกเดิมๆ
ที่มาหลอกใช้อีกแต่ก็เป็นการหลอกที่สนิทใจเลยที่เดียว กับเรื่อง กวน มึน โฮ นี้ ถือว่าเป็นการกำกับภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องแรก

ของคุณโต้งก็ว่าได้เพราะว่าทั้ง 4 เรื่องที่ผ่านมาคุณโต้งกำกับแต่หนังผีทั้งสิ้น กวน มึน โฮ เป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่ได้เลือกไปเที่ยวเกาหลีด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำใคร
และทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปด้วยกันไม่รู้จักกันมาก่อน ชายหนุ่ม (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ) ผู้ชายที่จะไปย่ำแดนกิมจิด้วยรองเท้าแตะคีบ และเสื้อยืดย้วยๆ

บวกกางเกงขาสั้น เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย บางทีที่นั่งว่างเปล่าข้างๆ อาจเป็น สาเหตุ ให้เขาเมามายขนาดนี้ในวันเดินทางก็เป็นไปได้ ส่วนหญิงสาว
(หนูนาหนึ่งธิดา โสภณ) หญิงสาวที่หลงไหลในดินแดนโสมและที่สำคัญเธออยากมาอยู่ในที่ที่เป็นโลเก
ชั่นซีรีย์สสุดฮิตของเกาหลีที่เธอดูจนติดงอมแงม

โดยเอางานแต่งของเพื่อนที่อยู่เกาหลีมาเป็นข้ออ้างกับแฟนหนุ่มของเธอในการเดินทางมาในครั้งนี้ ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหญิงสาวถึงมาเที่ยวคนเดียว
เธอตอบง่ายๆว่า เที่ยวคนเดียวไม่ต้องเกรงใจใคร อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องทะเลาะกับใครด้วย อาจเพราะความคะนอง

หรือ ความเหงาเต็มที่ก็สุดจะเดา อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นข้อเสนอ “งั้นเรามาเที่ยวด้วยกันมั้ย ถ้าเธอไม่ชอบเที่ยวกับคนรู้จักเราก็ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน” จากนั้นเรื่องกวนๆ มึนๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น

ในส่วนรวมๆของเรื่องแล้ว สอบผ่านเลยที่เดียว อาจจะเป็นการลองของใหม่ ของโต้งก็ได้ ในเรื่องนี้
ช่วงครึ่งแรกของหนังจะเป็นแบบกวนๆ ฮาๆ มึนๆ เรียกเสียงหัวเราะให้คนดูได้ตลอดเวลา ส่วนครึ่งหลังของเรื่อง พี่ท่านอัดดราม่าแบบเต็มสูบเลย แต่เป็นดราม่าที่น่าติดตามยิ่งนัก บางฉากบางคนถึงกับกลั่นน้ำตาไม่อยู่เลยก็มี เรียกว่าถ้าไม่แน่จริง ครึ่งหลังจะเสี่ยงมากกับการดูแล้วน่าเบื่อน่าง่วงนอน แต่กับเรื่องนี้

อาการที่ว่าไม่เกิดกับคนดูสักคน ตัวหนังพยายามให้คนดูลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ทั้งคู่ชื่ออะไรกัน จะบอกกันตอนไหน ถึงแม้ว่าจะเป็นฉากดราม่าแรงๆแล้ว ตัวละครก็ยังไม่ปริปากบอกชื่อตัวเองเลยสักครั้ง และอาจจะเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว สำหรับค่ายหนังค่ายนี้กับคำคมในหนังที่ใคร ต่อใครหลายๆคนชอบกันนักชอบกันหนา
“คุณจะรักฉันได้ยังไง เราไม่รู้จักกัน

ชื่อฉันคุณยังไม่รู้จักเลย ” “ผมรู้แค่ว่า เวลาที่ได้อยู่กะคุณ ผมแม่งโครตมีความสุข อย่างนี้เค้าเรียกว่ารักปะ” เรียกว่าเป็นประโยคที่โดนไปเต็มๆ ในเรื่องของ ฉากนั้นเราอาจจะแปลกตาสักหน่อย เพราะน้อยเรื่องนักที่คนดูหนังไทย จะเห็นภาพที่เป็นสถานที่ต่างประเทศทั้งเรื่อง ซึ่งแต่ละสถานที่เราก็ไม่เคยคุ้นตาสักเท่าไหร่ นั้นเป็นผลดีสำหรับนักสร้างหนัง และคนดู คนสร้างหาอะไรแปลกๆใหม่ๆมาเสนอ คนดูได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่แปลกหูแปลกตาไป
เรียกว่าได้ดีทั้งสองทาง

งานนี้เอาคะแนนไปอีกหนึ่งกระบุง นักแสดงนำเรื่องนี้ถือว่าน้อยมากเพราะว่ามี แค่ 2 คน คือ เต๋อ กับหนูนา ในส่วนของเต๋อนั้น ตัวจริงกับในภาพยนตร์เหมือนเป็นตัวตนคนเดียวกันเลย เพราะตัวจริงของเต๋อก็จะเป็นคนกวนๆ เหมือนในหนังเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น โต้งเลือกนักแสดงไม่ผิดในส่วนการแสดงของเต๋อที่ผ่านมา อย่าง เรื่อง “ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น” และ “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ก็การันตีการแสดงของเต๋อพอสมควร แต่เรื่องนี้ ผมว่าการแสดงของเต๋อพัฒนาขึ้นอีกระดับนะครับ เรียกว่าแสดงได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น

เพราะสองเรื่องที่ผ่านมาเต๋อยังเล่นแข็งๆอยู่ และความสามรถของเต๋ออีกอย่างก็คือ ร่วมเขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกว่าเขียนบทให้ตัวเองเล่นนั้นแหละ ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

รีวิว “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” นางซินเดอเรลล่ากับนายช่างซ่อมรองเท้า

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้

รีวิว สืบเนื่องจากความสำเร็จของ ATM เออรัก เออเร่อ (2555) ที่ทำรายได้รวมกว่า 150 ล้าน กับ พี่มากพระโขนง (2556) ที่ยอดรวมทะลุหลักพันล้าน บวกกับความล้มเหลวเมื่อกลางปี 2557 ของ ฝากไว้..ในกายเธอ ทางค่ายหนังไทยยักษ์ใหญ่จึงต้องฝากความหวังครั้งสุดท้ายของปีไว้กับ เมษ ธราธร ผู้กำกับฯ เจ้าของผลงาน ATM เออรัก เออเร่อ ให้กอบกู้ชื่อเสียงและหน้าตากลับมาสู่ GTH อีกครั้ง!

ถ้าอ้างอิงจากผลงานเก่าๆ ที่ทะลุ 100 ล้านแบบลอยตัวของ GTH จะเห็นว่าหลายเรื่องเป็นหนังแนวตลก (comedy) เช่น กวน มึน โฮ, ATM เออรัก เออเร่อ, และ พี่มากพระโขนง ซึ่งวิเคราะห์ที่มาของรายได้ได้หลายทาง

การพีอาร์และการตลาดที่สายแข็งเหนือยุทธภพของค่าย
ดารานักแสดงที่ไม่ได้หล่อสวยโอเวอร์แต่มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงง่าย
กระแสปากต่อปาก และพลังแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก (ทั้งทางบวกและทางลบ)
มุกตลกที่เน้นสายแมสและชนชั้นกลางเป็นหลัก
“ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานหนังตลกของ GTH ที่มีจุดแข็งตาม 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น (โดยเฉพาะคลิปพระนางเต้นเพลง “ABC ชักกระตุก” นี่เราชอบมาก) แต่แข็งแกร่งกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมาของ GTH ตรงที่ “อาศัยกินบุญเก่า” ของชื่อค่าย, ชื่อ ATM เออรัก เออเร่อ, ชื่อของพระนาง รวมถึงชื่อตัวประกอบอย่างบร๊ะเจ้าโจ๊ก (เช่นเดียวกับกรณีตุ๊กตาผี Annabelle ที่มีคนหลงไปดูเยอะเพราะความฮอตของ The Conjuring) ได้อย่างสบายๆ

เรื่องย่อ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้”
พล็อตเรื่องของ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” เป็นการแตกแขนงคำว่า ATM ออกมาเป็นพล็อตหนังรอมคอมเรื่องใหม่ (romantic-comedy)

A: กิมมิคของหนังคือ “ภาษาอังกฤษ” ต้อนรับ AEC
T: ตัวละครหลักของเรื่อง นางเอกเป็น Tutor หรือ Teacher สอนภาษา
M: เพลง หรือ Music ซึ่งเป็นทั้งชื่อเล่นของนางเอกในเรื่อง และยังเป็นธีมของหนังด้วย (เพลงสากล/เพลงเพื่อชีวิต/เพลงอกหัก ฯลฯ)
เรื่องราวโดยย่อ เริ่มจากสาวญี่ปุ่นสุดเอ็กซ์ คายะ (โซระ อาโออิ จาก ปิดเทอมใหญ่.. หัวใจว้าวุ่น และหนังญี่ปุ่น AV อีกหลายเรื่อง) ต้องย้ายไปทำงานที่อเมริกาและต้องการบอกเลิกกับ ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ จาก เพื่อนสนิท) แฟนหนุ่มที่เป็นนายช่างหรือวิศวกรซ่อมบำรุงในโรงงานที่เธอทำอยู่ แต่เนื่องจากยิมสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ในขณะที่คายะก็สื่อสารภาษาไทยไม่ได้เลยเช่นกัน คายะจึงต้องมาขอร้องให้ ครูเพลง (ไอซ์-ปรีชญา จาก ATM เออรัก เออเร่อ) ติวเตอร์ที่สอนภาษาอังกฤษให้เธอจนสอบสัมภาษณ์ได้ ช่วยเป็นสื่อกลางไปบอกเลิกกับยิมแทนเธอ

ครูเพลงตัดสินใจยอมช่วยเพราะคายะจ่ายค่าจ้างด้วยกระเป๋า Louis Vuitton Alma BB Monogram Vernis สีแดงสุดหรู (กระเป๋ารุ่นนี้สีนี้เราก็ชอบเองเป็นการส่วนตัว ยิ่งดูแล้วก็ยิ่งอยากได้) แต่พอเอาเข้าจริง เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะยิมเป็นคนปากหมา โผงผาง กวนตีน และจริงจังกับคายะมาก แถมเรื่องพลิกโผ กลายเป็นยิมมาจ้างครูเพลงให้ช่วยติวภาษาอังกฤษให้แบบที่ติวให้คายะแบบตัวต่อตัว เพราะเขาต้องการสอบสัมภาษณ์และตามคายะไปทำงานที่อเมริกา ซึ่งการสอนยิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั่นแหละ เพราะยิมเป็นวิศวกรที่พื้นฐานภาษาแทบเป็นศูนย์ และทำให้ครูเพลงต้องปวดกบาลอยู่บ่อยๆ

และนอกจากจะต้องเจอกับลูกศิษย์สายห่ามอย่างนายช่างยิมแล้ว ติวเตอร์เพลงคนสวยยังต้องรับมือกับนักเรียนในคลาส Business Conversation ที่มาตามตื๊อเธอไม่เลิกอย่าง คุณพฤกษ์ อีกหนึ่งอัตรา (ตู่-ภพธร นักร้องคนดังที่มาเซอร์ไพรส์แฟนๆ หลายซีนเลยทีเดียว) ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณพฤกษ์เป็นคนเพอร์เฟ็กต์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อพ่อรวย ตอนแรกติวเตอร์สาวโสดเองก็เคลิบเคลิ้มไปกับเจ้าชายในฝันและหลวมตัวไปเล่นด้วยกับเขาอยู่หรอก แต่พอไปๆ มาๆ มารู้ทีหลังว่าเขาไม่ใช่ เรื่องมันก็เลยซับซ้อนเข้าไปอีก

รีวิว/วิจารณ์ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้”
ดูเหมือนจะเป็นสไตล์ของ GTH ไปแล้ว สำหรับหนังตลกที่จะต้องตลกแบบ “โอเวอร์แอ็คติ้ง และโอเวอร์เมโลดราม่า” ไอ้ความรอม (romantic) ก็รอมแบบมุกเสี่ยวๆ เชยๆ (อย่างมุกไฝ เอาจริงๆ เรารำคาญนะ ฟังแล้วหงุดหงิด แบบว่า I don’t think so ด้วยเลย – -) ส่วนความคอม (comedy) ก็ตลกแบบเน้นขายมุกห่ามๆ ฮาแบบแมสๆ ขำง่ายย่อยง่าย และถึงแม้บางมุกอาจจะแป้ก แต่ก็จะใส่แสงสีเสียงเข้าไปให้ล้นๆ เข้าไว้ ประกอบกับสีหน้าและน้ำเสียงของนักแสดงที่ต้องเล่นใหญ่ไว้ก่อนประหนึ่งอยู่ในโรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์

ซึ่งถ้ามองในแง่ความบันเทิง มันก็บันเทิงและเบาสมองดีในสไตล์ของเขานั่นแหละ แต่สำหรับเรา เราคิดว่าบางมุกมันดู “เยอะ” ไปหน่อย เช่น ฉากของ พี่โจ๊ก-โซคูล ที่จริงๆ ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับการดำเนินเรื่องเลย แต่เน้นใส่บทให้เขาไว้ก่อน คนดูชอบ (ในโรงและรอบที่เราดู แทบทุกฉากที่พี่โจ๊กออก คนดูชิงขำกันตั้งแต่นางโผล่หน้าออกมาละ ยังไม่ทันเล่นมุกเลย คนก็ฮาแล้ว)

ส่วนในฉากโรแมนติก ถ้าไม่นับมุกเสี่ยวๆ หรือมุกเชยๆ แล้วล่ะก็ เราคิดว่า หนังทำได้อินอยู่ ซึ่งถือว่าทำได้ดีกว่าพาร์ทคอมเสียอีกในความรู้สึกของเรา

ฉากที่เราชอบก็เห็นจะเป็น “Cinderella Scene สำเนียงซันนี่” ที่ถ่ายทอดเทพนิยาย “Once upon a time” หรือ fairy tales ในยุคทุนนิยม (capitalism) ของชะนีชั้นกลางกับเจ้าชายไฮโซได้อย่างน่ารักลงตัว กับฉากที่นางเอกแปลความหมายของเพลง Walk You Home (ร้องโดย สุรสีห์ อิทธิกุล และแต่งโดย วี วิโอเลต หรือ วี เดอะวอยซ์) ซึ่งเนื้อหาของเพลงเหมือนกำลังอ่อย เอ้ย บอกรักพระเอกทางอ้อมยังไงยังงั้น และนี่ยังไม่รวมฉากที่แสดงถึงความพยายามของพระเอกที่ตั้งใจจะพัฒนาสกิล กับนางเอกที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยพระเอกฝึกภาษายังไงอีก ซึ่งตรงอันหลังๆ นี้เราชอบเป็นการส่วนตัว แต่มุกซ่อมรองเท้าหัก เราไม่ค่อยซึ้งนะ เพราะมุกเก่าเกิ๊น~ แต่ก็ยังพอน่ารักอยู่ (ยกความดีความชอบให้การแสดงของซันนี่)

รีวิว คาแรกเตอร์แต่ละคนจะเป็นตัวละครที่เอาใจชนชั้นกลางจริงๆ เห็นได้จากพระนางของเรื่อง

นางเอก… เป็นติวเตอร์สวยรวยเก่ง (และชอบแบรนด์เนมแบบสาวๆ ในเมือง) แต่เวรี่รั่ว และบางเวลาก็แรดดี๊ด๊าตามประสาชะนีโสดทั่วไป ซึ่งน่าจะทำให้คนดูรักนางได้ไม่ยาก เพราะดูเข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์จริงๆ

มากกว่านางเอกในวรรณกรรมอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นไอดอลสาวมั่นของชะนีไทยมั่นหน้าได้อีกว่า “นี่ไง คนสวยไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย แรดได้ รั่วได้ ดีไม่ดีเยอะกว่าชะนีไม่สวยซะอีกนะจะบอกให้”

ส่วนพระเอก… เป็นนายช่างดิบๆ ห่ามๆ ปากหมา กวนตีน สาดคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำในทุกประโยคที่พูด แต่เข้าคอนเซ็ปต์ “ผู้หญิงชอบคนเลว และชอบให้เขาดีกับเราคนเดียว” แถมยังปกป้องเราได้ในชีวิตจริงอีกต่างหาก เท่กว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวในเทพนิยายปรัมปราเสียอีกโนะ

แหม น่ารักน่าชัง แถมเคมียังเข้ากันซะขนาดนี้ จะไม่ได้ใจคนดูก็ให้มันรู้ไป ไอฟาย

นอกจากนี้ ในฐานะที่เราเองก็เป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เราชื่นชมและชอบมุกต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางทีมงานทำการรีเซิทจุดอ่อนเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยมาแล้ว เพราะมุกภาษามาค่อนข้างครบเลย

แถมมีการให้ความรู้ภาษาอังกฤษกับคนดูพอหอมปากหอมคอ ตั้งแต่การออกเสียงพื้นฐาน (เช่น H, F, Z) คำศัพท์ทั่วไป (เช่น กระดาษทิชชู่ หลอด) และวลีที่เป็นประโยชน์ (เช่น What about you? และ I think so.) จนไปถึงคำสบถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น ฟัก, WTH ฯลฯ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องขอติเรื่องความสมจริงในส่วนสถาบันสอนภาษาของนางเอกนิดนึง อย่างฉากเปิดเรื่องที่เป็นคลาสจำลองสถานการณ์บนเครื่องบินกับเด็กเล็ก ที่เซอร์เรียลไปค่อนข้างมาก (แต่ก็เข้าใจว่าเน้นฮาอะนะ)

และความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ที่หนังไม่ใส่ความสำคัญของภาษาอังกฤษ หรือความสำคัญของ AEC ลงไปเลยสักนิด (เห็นมีแต่จุดประสงค์การเรียนภาษาเพื่อไปง้อสาวและไปจีบสาว อ๋อ… มีเพื่อไปสัมภาษณ์งานนิดโหน่ย~)

ทั้งๆ ที่หนังอุตส่าห์มีโอกาสที่จะเป็นสื่อชั้นดีในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้วเแท้ๆ พูดเลยว่า ในฐานะติวเตอร์คนนึง เราค่อนข้างเสียดายจุดจุดนี้จริงๆ

ส่วนการ tie-in โฆษณา เราเฉยๆ ดูแล้วก็ไม่รู้สึกโจ่งแจ้งหรือขัดอรรถรสอะไร มิหนำซ้ำ ออกจากโรงแล้วยังอยากกินมาม่า อยากนั่ง Coffee Beans และเซิทหาราคากระเป๋า LV ที่นางเอกใช้อีกต่างหาก จบ.

โดยสรุป เราไม่ได้ชอบมาก เพราะปกติก็ไม่ค่อยชอบหนังตลกแนวตลกซิทคอมหรือตลกคาเฟ่เท่าไหร่อยู่แล้ว เราจึงเฉยๆ กับมุกตลกในหนัง อย่างมุกขี้ มุกนม มุกก้น หรือมุกใต้สะดืออะไรพวกนั้น เราจะไม่ชอบ (ดูกระแดะปะล่ะ 555)

แต่อินในส่วนของภาษาและส่วนที่เป็นโรแมนติก ตามประสาติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่ยังสาวและโสดคนหนึ่ง (ดังนั้นความอินนี่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหรือแบ็คกราวนด์ส่วนบุคคลจริงๆ) และชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและความสามารถของนางเอกร้อยล้าน

ไอซ์-ปรีชญา เป็นกรณีพิเศษ (ที่เราหวังเหลือเกินว่านางจะดังเปรี้ยงปร้างตาม หนูนา-หนึ่งธิดา, ใหม่-ดาวิกา, หรือนางเอกคนอื่นๆ ของ GTH ในเร็ววัน)

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงส่งท้ายปีให้กับพี่น้องชาวไทยได้อย่างไม่เสียดายตังค์ และมีสิทธิทะลุ 200 ล้านบาท

ได้อย่างชิลๆ (ถ้าอาทิตย์หน้าไม่ถูกหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์อย่าง The Hobbit: The Battle of the Five Armies แย่งกระแสไปมากนัก) เพราะอย่างน้อย เราเชื่อว่ายังคงมีคนอยากไปดู “ตามกระแส” อีกเยอะ เพราะมิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ดู ก็คงจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง… ดูหนังไทย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว วิเคราะห์ “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว”
กระแส ตอบรับของหนัง thriller อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ยังร้อนแรง อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันข้ามปี GDH ค่ายหนังไทยอารมณ์ดีขวัญใจมหาชน ก็ปล่อยหนัง Horror ตามมาแทบจะทันที โดยได้ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ผู้กำกับร้อยล้านจาก ลัดดาแลนด์ และมือเขียนบท ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง ฯลฯ ซึ่งแทบทุกเรื่องจัดว่าประสบความสำเร็จ (อ่อ ขอยกเว้น ฝากไว้..ในกายเธอ ไว้เรื่องนึงละกัน)

คราวนี้ จิม โสภณ ได้หยิบยกเอาตึกร้างสาธร หรือ “ตึกสาธรยูนีค” หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) มาทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ชื่อเรื่องว่า เพื่อน.. ที่ระลึก (The Promise)

เรื่องย่อ เพื่อน.. ที่ระลึก
เมื่อปี 2540 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวของ อิ๊บ และ บุ๋ม ต้องพังครืนไปพร้อม ๆ กัน ตึกคอนโดหรูใจกลางเมืองที่พ่อของพวกเธอลงทุนทำร่วมกันถูกระงับการก่อสร้าง ทั้งสองครอบครัวกลายเป็นบุคคลล้มละลาย พวกเธออับอายและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนตึกนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ตายกลับเป็นแค่อิ๊บเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนลั่นไก ก็สัญญากันแล้วว่าจะตายด้วยกัน

ผ่านไป 20 ปี ในปี 2560 บุ๋ม (เมนเทอร์บี-น้ำทิพย์) เติบโต กลายเป็น นักธุรกิจ ด้านอสังหาริมทรัพย์ และได้กลับไปที่ตึกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับ เบล (ลิลลี่ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2) ลูกสาวผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ หลังกลับจากตึกก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับเบล เช่น ละเมอกลางดึก พูดคนเดียว ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ และสิ่งที่เบลทำในขณะที่ไม่รู้ตัวนั้นทำให้บุ๋มระลึกถึงอิ๊บ และคิดว่านี่อาจเป็นการกลับมาทวงคำสัญญาของอิ๊บในวันนั้น

หนังผี ที่เน้นคำสัญญา เป็นกำลังหลัก โดยใช้เรื่องจริงของวิกฤติเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ ในปี 2540 เป็นแรงผลักดัน

ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างพังทลายหลังรัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท นักธุรกิจ ทั้งหลายกลาย เป็นพวกหนี้ สินล้นพันตัว ส่งผล ให้สองสาวเพื่อนสนิทอย่าง อิ๊บและบุ๋ม เลือกจะนัดพบกัน ที่ตึกคอนโด หรูร้าง อันเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่ง ความพังทลาย ของครอบครัวของบุ๋ม จากเศรษฐี หลายร้อยล้าน ต้องมาอยู่บ้านอพาร์ตเมนต์หลังโทรมๆ ต้องมาเปิดท้ายขายของถูก

เธอทั้งสองตั้งใจฆ่าตัวตายหนีปัญหาบนตึกนั้น

แต่แล้ว การณ์ กลับกลายเป็นว่า มีเพียงอิ๊บ ที่ยิงตัวตายจากไป ขณะที่บุ๋ม กลัวจนวิ่งหนีออกมา 20 ปีผ่านผัน บุ๋ม (บี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) กลายเป็น ผู้ใหญ่ เจ้าของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องกลับ ไปบูรณะ ตึกร้างอีกครั้ง

บุ๋ม กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีเพียงเบล เป็นคนเดียว ในครอบครัว และ เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ของเธอ เมื่อบุ๋มพบว่า อาการนอน ละเมอของ เบล กลับมา กำเริบ อีกครั้ง ก็เริ่มเป็นกังวล และ ยิ่งเป็นกังวล มากขึ้น ไปอีก เมื่อพบว่า อาการละเมอมีเงื่อนงำบางอย่างที่บ่งบอกถึงสัญญาณของอิ๊บ ผู้ที่เคยยิงตัวตายจากไปต่อหน้าต่อตา

20 ปีที่เธอผิดสัญญากับอิ๊บมาโดยตลอด

บุ๋มรู้แล้วว่าอาการของเบลมีความเกี่ยวข้องกับอิ๊บ เพื่อนของเธอกำลังต้องการเอาชีวิตของลูกสาวเธอไป เพราะ​ “คำสัญญา” ที่เธอไม่รักษาไว้ในวันนั้น

เมื่อผีกลับมา “ทวงสัญญา” แต่คนกลับต้องรักษาชีวิตของลูกสาวตน

เพื่อน..ที่ระลึก The Promise

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

คำพูดประโยคนั้น “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” มันเป็นพันธะให้กับคนหนึ่งคนได้ยาวนานถึง 20 ปีทีเดียว ผีเจ้าก็ช่างเฝ้าอดทนรอวันที่จะได้กลับมาทวงคืนอีกครั้ง ระหว่างนั้น สองแม่ลูกไม่เคยกล้ำกรายไปยังตึก ผีก็เลยนึกไม่ออกว่าจะกลับมาทวงยังไง

หนังเริ่มต้นมาด้วยการปูทางที่หนักแน่นดี หยิบภาพฟุตเทจของเหตุการณ์จริงในยุควิกฤติต้มยำกุ้งมาวางเรียงให้เรื่องราวมันน่าเชื่อถือ ก่อนจะเล่าพาเข้าสู่จุดหันเหของสองเพื่อนสนิทที่เลือกจบชีวิตเพราะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่มากเกิน

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ 555)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ป.ล. แอบเกลียดการ tie in โทรศัพท์มือถือ Oppo เบา ๆ ดูหนังไทย

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

รีวิว FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน หนังดีที่โดนใจคนโซนเพื่อน

WELCOME TO FRIEND ZONE - YouTube

รีวิว เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนแต่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อาจจะสั้น อาจจะยาว อาจจะใกล้ อาจจะไกล อาจจะเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปไม่ได้… แต่นั่นแหละ… ประเด็นเฟรนด์โซนจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแมส และมีอะไรน่าขยี้เยอะ ประกอบกับผลงานการกำกับที่ผ่านมาของพี่หมู ชยนพ บุญประกอบ ไม่ว่าจะ Suckseed หรือ เมย์ไหนฯ ทำให้เราแอบคาดหวังว่า อย่างน้อย Friend Zone หนังเรื่องล่าสุดจากค่ายหนังอารมณ์ดี GDH มันจะต้องออกมาสนุก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ปรากฏว่า หนังมันกลับไม่สามารถทำให้เรา… ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีเฟรนด์โซนเป็นของตัวเอง… อินไปกับหนังได้เลย ทั้งที่เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเปิดกล้อง เพราะชื่อเรื่องและชื่อนักแสดงนำ รวมถึงชื่อผู้กำกับ ดูน่าสนใจ แล้วหนังแนวเพื่อนรักรักเพื่อนนี่ จริง ๆ เราก็อินมาเยอะ เช่น Love, Rosie, O-Negative, เพื่อนสนิท (ดากานดา-ไข่ย้อย) ฯลฯ

จริง ๆ ต้องบอกว่า ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ Friend Zone ครั้งแรกละ ก็แอบรู้สึกผิดคาด แล้วพอได้ดูหนังจริง ก็กลายเป็นค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่เพราะมันทำหลายฉากเป็นการ์ตูนที่คาแรกเตอร์ล้น ๆ เยอะ ๆ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แต่ปัญหาคือ มุกตลกมันไม่ตลก พาร์ทความรักก็ไม่ได้ฟินหรือชวนอิน เทียบกับหนังรอมคอมอื่น ๆ แทบไม่ได้เลย ในส่วนของคอนเซ็ปต์เฟรนด์โซน ก็ดูเบาบาง หรือจะพูดว่าบทค่อนข้างกลวงก็ไม่ผิด ในขณะที่ทีมพีอาร์ยังงัด “เฟรนด์โซน” ออกมาขายได้ดีกว่าและสร้างสรรค์กว่าทีมเขียนบทของเรื่องนี้เองเสียอีก

บทหนังแทบไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ หนังเปิดเรื่องในสมัยที่ ปาล์ม (นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) กับ กิ๊ง (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ยังอยู่ม.ปลาย แต่ก็เป็นซีนเปิดที่ไม่ได้เน้นเล่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคู่นี้ (แต่คือก็รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทไปไหนไปกันอะนะ) แต่เน้นเล่าถึงพื้นฐานนิสัยตามสืบตามเสือกอย่างไม่ยอมรามือง่าย ๆ ของกิ๊ง พร้อม ๆ กับแอบ tie-in โฆษณาไปแล้วอย่างน้อยสองตัวเหนาะ ๆ และก่อนที่จะโยงไปเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุด” อย่างไม่ค่อย smooth as silk สักเท่าไหร่ เออ… ก็แค่นั้น… ส่วนดีเทลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีนเปิดเรื่องนี้ก็แทบถูกทิ้งไปเสียสิ้น

ตัดมาที่สิบปีต่อมา ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พระเอกจับวงปรับทุกข์และเล่าเรื่องเฟรนด์โซนของตัวเองกับหนุ่มแก๊งเฟรนด์โซนตามที่เราเห็นในเทรลเลอร์ ซึ่งหมายความว่า หนังก็จะเล่าตัดสลับจากแก๊งเฟรนด์โซนนี้กับเล่าย้อนความเดิมเมื่อปีสองปีก่อนหน้า นั่นก็คือช่วงที่นางเอกคบกับแฟนที่ทำงานด้วยกัน (เจสัน ยัง) ในขณะที่พระเอกก็เปลี่ยนสาวไปเรื่อย ๆ

ตลอดเรื่อง ดูเหมือนคนที่ต้องเจ็บปวดกับเฟรนด์โซนมากที่สุดจะเป็นพระเอก แต่ศูนย์กลางของโลกในหนังเรื่องนี้คือนางเอก ประมาณว่าทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเธอ แล้วปัญหาคือ… เราไม่รู้จริง ๆ ว่า นางเอกมีอะไรดีอีกนอกจากสวย เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นมากมายว่าทำไมพระเอกต้องรักนางเอก เท่าที่เราเห็นจากในหนังคือ มีแต่เรื่องบ้าบอไม่เว้นแต่ละวัน เราไม่เคยเห็นนางนำมาซึ่งความสบายใจให้คุณเพื่อนเลย ตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นภาระด้วยเสียอีก

สำหรับเรา เราว่านางเอกเป็นผู้หญิงไร้สติคนหนึ่ง ดื้อด้านตามล่าหาความจริงอย่างไม่ละเว้น แต่พอจะเผชิญปัญหาจริง ๆ ทำใจไม่เป็น รับมือไม่ได้ ต้องลำบากเพื่อนตลอด รวม ๆ ไม่เป็นผู้ใหญ่ เข้าข่ายน่ารำคาญ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจ… ไม่เหมาะสมกับพระเอก… ไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเอกต้องมา waste ไปเป็นทศวรรษแบบนี้ (แต่ทั้งนี้ มันอาจเป็นอคติส่วนตัวของเราเองที่ไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก คล้าย ๆ กับที่เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนางเอก Fan Day และอีกหลาย ๆ เรื่องของค่ายนี้)

ยังดีที่เป็นนายกับใบเฟิร์น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้อีกไหม ต้องขอบคุณที่น้องนายเซอร์วิซแฟนสูงมาก และน้องใบเฟิร์นก็ทุ่มเล่นสุดตัวแบบไม่ห่วงสวยเลย อย่างน้อยคนดูก็จะได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะแรกเริ่มเดิมทีเลย เราคิดว่าหนังเค้าตั้งใจทำมาเพื่อสปอนเซอร์ใหญ่มากกว่าเพื่อคนดู

สังเกตได้จาก เค้าตั้งใจเขียนบทมาให้พระเอกกับนางเอกบินไปบินมาข้ามประเทศพร่ำเพรื่อ ราวกับรวยมาก หรือได้บินฟรีตลอดชีพ เที่ยวตระเวนขอพรทั่ว AEC (ขาดแต่ไปฮ่องกง แล้วมันไม่ไปหวังต้าเซียนด้วย อันนี้พลาดได้ไง) โดยส่วนตัวคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องถ่ายหลายประเทศ (ประเทศละกะปริดกะปรอย) แบบนี้ก็ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่มีเงื่อนไขต้องบินไปบินมาตลอดเวลา หนังน่าจะพัฒนาบทและตัดต่อได้ดี smooth as silk กว่านี้มาก

โดยสรุป สำหรับเรา Friend Zone เหมือนเป็นหนังโฆษณาการบินไทยขนาดยาว 2 ชั่วโมง (โดยมีโฆษณา SCB, คริสตัล ฯลฯ แทรกมาประปราย อย่างจงใจให้ไม่แนบเนียน) ส่งผลให้บทอ่อนต่ำกว่ามาตรฐานของค่าย และเป็นหนังที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำเลย นอกจากเสน่ห์และการแสดงของน้องนายกับน้องใบเฟิร์น ที่เป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้อย่างเดียว (อ้อ… และก็เพลงคิดมากเวอร์ชั่น AEC อีกอย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังที่สุดแล้ว)

หนัง ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน FRIEND ZONE 2019 (Full HD) – MeeLakorn

รีวิว หนังอีกเรื่องของค่าย GDH ที่เข็นประเด็นโดยในหมู่วัยรุ่นออกมาเป็นหนังไม่ขาดสาย ครั้งนี้ก็เอาเรื่องเล่าสุดจี๊ดที่หลายคนเจอในช่วงวัยรุ่นมาเสริฟอีกเช่นเคย ในช่วงเดือนแห่งความรักแบบนี้
เรื่องก็ว่าด้วยราวของเพื่อนซี้ชายหญิง ปาล์ม-กิ๊ง ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน คอยผลัดกันช่วยเหลือ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยอยู่ข้างๆกันมาตลอดจนมหาลัย จนทำงาน

หลังจากเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้นกับกิ๊ง ทำให้ปาล์มอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง และมาคอยดูแลตามภาษาเพื่อนสนิท แต่แล้วเส้นกั้นบางๆระหว่างคำว่าเพื่อน กับแฟน ที่เริ่มเลือนราง ก็ทำให้ทั้งสองเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณบางอย่าง ที่ทำให้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิม
“เฟรนโซน”ที่เคยประกาศกันไว้ชัดเจนเริ่มปรากฎหนทางข้ามผ่าน ขณะที่เดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยกันนั้น บางสิ่งก็เติบโตในหัวใจของ ปาล์ม และกิ๊งมากขึ้นเรื่อยๆ

และไม่แน่ว่า เรื่องราวผจญภัยที่ฟันฝ่ากันมาทั้งหมดนี้จะทำให้ทั้งสองได้เริ่มต้นทางแฟนสักที หรือสิ้นสุดทางเพื่อนกันแน่ !

🎬 ผู้กำกับ : ชยนพ บุญประกอบ (ที่เคยทำเรื่อง เมย์ไหนไฟแรงเฟร่อ, ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ)

🎬 นักแสดงนำ : นาย ณภัทร เสียงสมบุญ(ปาล์ม), ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์(กิ๊ง)
—-

(+) ทุกตัวละครบทพูดดีมาก โดยเฉพาะปาล์ม-กิ๊ง ที่คุยกันถูกคอแบบเพื่อน การหยอกล้อต่างๆ คำพูดปลอบใจในซีนดราม่า ไม่บอกนี่นึกว่าหนังไม่ใช้สคริป ฟังดูเป็นธรรมชาติเอามากๆจนแทบแยกไม่ออกเลย

(+) หนังดำเนินเรื่องสนุกมีชั้นเชิง บทวางมาดี โดยเป็นการบอกเรื่องราวผ่านการเล่าเรื่องของพระเอกในงานแต่ง โดยมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามคนเป็นผู้ฟัง สไตล์จะเป็นการเดินทางไปหลายๆที่ สลับเล่าย้อนอดีตเป็นปีตั้งแต่สมัยในรั้วโรงเรียนจนถึงปี 2019 ปัจจุบัน

(+) มุกตลกบอกเลยว่าโคตรโดน และจี๊ดทุกอัน เล่นเอานั่งขำกันลั่นโรง เป็นตลกแบบมีชั้นเชิงนะ เอาสิ่งที่ทุกคนเคยเจอช่วงวัยรุ่น ตอนกำลังมีความรัก ตอนถูกทิ้ง หรือถูกเฟรนโซนมาขยี้ได้สุดยอดมาก และแทบไม่ได้ใช้คำหยาบคายเลย

(+) ปาล์ม-กิ๊ง แสดงดีเหมือนกันเพื่อนกันมานานมากจริงๆ รู้ความลับกันหมดไส้หมดพุง พูดคำเดียวก็อ่านกันออกหมดเปลือก ผลัดช่วยเหลือกันมาตลอด

.. ใบเฟิร์นนี่แสดงท็อปฟอร์มมากเรื่องนี้ ฉากดราม่าก็ทรงพลังแอ็กติ้งล้นเหลือทำเอาซึ้ง รีดน้ำตาซึมไปหลายซีน นางดูอินเสียดูใจเหมือนมีคนทิ้ง มีคนนอกใจมาจริงๆ

.. ส่วนปาล์มก็เล่นเป็นบทเพื่อนที่แสนดีของกิ๊งได้สุดจัดปลัดบอกจริงๆ ตั้งแต่ให้ยืมตัง คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ไปไหนด้วยกันตลอด เรียกได้ว่าพ่อพระของเรื่องเลยก็ว่าได้

.. ส่วนแก๊งเพื่อนสมทบอีกสามคนก็แสดงได้จี๊ดไม่เบา โดยเฉพาะ หนุ่มตี๋ สุขพัฒน์ นี่เห็นท่าทางความอินของแกที กรี๊ดแตกฮาลั่นกันทั้งโรงเลย ยิ้มเล่นจนสุดสายกันจริงๆ

(+) ทีมงานทำการบ้านมาดีมากๆ เรื่องประเด็นต่างๆ คำพูดจี๊ดๆโดนๆ ที่วัยรุ่นเคยเจอ เคยอยู่ในเหตุการณ์กันมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของ GDH อยู่แล้ว

(+) มุมกล้องในหนังถ่ายมุมสวยดี สีสดงดงาม เลือกเวลาและโลเกชั่นได้ดีมาก ยิ่งช่วงที่บินกันไปต่างประเทศนี่ ร้องว้าวเลยจริงๆ รู้สึกได้ถึงความลงทุนลงแรงของทีมงาน

(+) หนังเรื่องนี้ให้ประเด็นข้อคิดดีมาก ทั้งความเป็นเพื่อน การดำเนินชีวิต การเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง วิธีก้าวข้ามความกลัวด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ
จากเพื่อนสู่แฟนคือการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยง ซึ่งผลตอบแทนนั้นก็คุ้มสำหรับบางคน มีทั้งคนที่เจ็บช้ำ และมีความสุข และทำให้รู้ว่าบางครั้ง เฟรนโซน ก็ไม่ได้แย่เสมอไป แต่เป็นเพียงการเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับเรา ว่าจะทนอยู่แบบนี้ต่อไป หรือยอมตัดใจเดินหน้าไปพบปะกับคนใหม่ๆ ที่อาจรอคอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง
……
(-) มีช่วงที่การเล่าเรื่องเอื่อยนิดๆ เพราะโฟกัสที่สองตัวละครเพื่อนคู่ซี้ ปาล์ม-กิ๊ง มากเกินไป ใครที่ไม่ชอบลุค หรือคาแรกเตอร์สองคนนี้ก็อาจจะเอือมนิดๆ เพราะต้องเจอตลอดทั้งเรื่อง

(-) หนังอาจจะออกแนวเฉพาะกลุ่มไปสักหน่อย เน้นให้กำลังใจคนที่กำลังตกอยู่ในเฟรนโซน ใครมีความรักดีอยู่แล้ว อาจจะไม่อินไม่จี๊ด ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิด เท่าคนที่กำลังรอเหมือนพระเอก

โดยรวมเอาไป 8/10 เลยแล้วกัน เล่าเรื่องสนุกละมุนมาก มุมกล้องสวย รู้สึกได้ถึงความพิถีพิถัน ประเด็นวัยรุ่นมีการค้นคว้ามาอย่างดี มุกตลกเจ๋งฮาลั่นและจี๊ดทุกอัน การแสดงโคตรดีตีบทแตกละเอียด อินกันชนิดจะเครียด จะร้องไห้กันตามไปทั้งโรง แถมให้ข้อคิดจุใจจนเอาไปนอนกอดที่บ้านได้เลย
ถึงจะมีบางประเด็นที่อาจจะจบไม่เคลียร์ไปบ้าง และการเล่าเรื่องที่แอบเนือยบางจุด แต่โดยรวมแล้วก็เป็นหนังคุณภาพอีกเรื่องนึงเลยครับ ดูหนัง ไทย

ใครตามหนังค่าย GDH อยู่แล้วสมควรไปเก็บให้ครบอย่างยิ่ง หนังค่ายนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ปล. เรื่องนี้อาจไม่เหมาะสำหรับคนที่มีความรักที่ดีอยู่แล้ว หรือไม่เคยมีปัญหาด้านนี้ เพราะมีความคิดหลายอย่างในหนังที่คุณอาจขัดใจ และจะไม่อินเท่าที่ควร

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

หนังเก่าเล่าใหม่ 148: เพื่อนสนิท (คมกฤษ ตรีวิมล, 2005) รีวิวโดย MDC - Pantip

รีวิวภาพยนตร์ไทย เป็นเวลากว่า 15 ปีมาแล้วนับตั้งแต่ภาพยนตร์ไทยที่มีทั้งความอบอุ่น ตลก เฮฮา และน่าจดจำเรื่องหนึ่งถูกนำมาฉายให้ชม ผมกำลังพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท นั่นเอง ผมเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังฝังอยู่ในความทรงจำและเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆ คน หนังที่เกี่ยวกับช่วงชีวิตวัยมหาลัย ความรักอันแสนหวานชื่น กลิ่นอายของเพลงเชียร์ ชมรม การเรียนรู้ และการเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่ มาวันนี้ เจ้าของหนังสือ กล่องไปรษณีย์สีแดง หนังสือที่เป็นต้นฉบับของภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ ได้ตัดสินใจเขียน ภาคต่ออีก 9 ปีต่อมา ของ ไข่ย้อย ดากานดา พยาบาลนุ่น และ ฟุเหยิน โดยเป็นหนังสือขนาดสั้นที่จะเปลี่ยนมาเล่าชีวิตในวัยที่กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแทน

ต้องขอเล่าย้อนกลับไปที่ กล่องไปรษณีย์สีแดง กันก่อน หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานการเขียนของคุณ อภิชาติ เพชรลีลา ที่กลั่นกรองประสบการณ์และความรู้สึกของการอาศัยในเมืองเชียงใหม่

และบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วใส่ตัวละครลงไปให้โลดแล่นและสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่หลงผ่านเข้ามา โดยท้องเรื่องนั้น เป็นเรื่องของ หมู เด็กหนุ่มจากกรุงเทพมหานครที่ถูกเล่าเรื่องราวผ่านสองไทม์ไลน์ คือ ในตอนที่ได้ไปเป็นนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหลังจากเรียนจบและไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นจะดำเนินไปอย่างคู่ขนานโดยที่เชียงใหม่ หมูได้พบกับ ดากานดา

หญิงสาวที่เข้ามาเรียนในคณะเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้ตั้งฉายา ไข่ย้อย จากเหตุการณ์ขโมยไข่ไก่ของคณะเกษตร ให้กับหมู หญิงสาวซึ่งแรกพบก็ทำให้หมูตกหลุมรัก แต่กลับไม่กล้าพูดเอ่ยความจริงออกไป ตลอดระยะเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะที่เรื่องราวบนเกาะพะงันนั้น

กลับสลับกัน เมื่อหมูบังเอิญเกิดอุบัติเหตุตกจากดาดฟ้าเรือที่กำลังโดยสารไปเกาะพะงัน และทำให้เขาได้พบกับนางพยาบาลสาวใต้ อย่างนุ่น หรือนุ้ยตามที่นางพยาบาลเพื่อนสนิทเธอเรียก ที่ก็แอบมีใจให้กับหมูอยู่ตลอดระยะเวลาที่เจอกัน ธีมของเรื่องจะเป็นเรื่องราวของการแอบชอบ

จังหวะเวลา และสอดแทรกไปด้วยบรรยากาศของเชียงใหม่และเกาะพะงัน ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ การที่มันดำเนินเรื่องไปแบบละเอียดอ่อน ผ่านบรรยากาศความงดงามในวันวานของทั้งเมืองเชียงใหม่และเกาะพะงัน ไม่มีเรื่องราวฟูมฟาย แต่เป็นลักษณะของการหวนคิดถึงอดีตอันแสนหอมหวานเสียมากกว่า

อนกลับมาที่ ไข่ย้อย ดากานดา เรื่องราวภาคต่อนี้ถูกเขียนขึ้นโดยดำเนินเรื่องต่อจากฉบับภาพยนตร์ ผมคิดว่าน่าจะเพราะว่า ตัวฉบับภาพยนตร์นั้นเข้าถึงคนหมู่มากได้มากกว่าฉบับนิยาย ทำให้การดำเนินเรื่องต่อจากบทดัดแปลงอาจจะเหมาะสมแก่การสร้างมากกว่า เนื้อเรื่องย่อๆ จะว่าด้วย 9 ปีต่อมา

นับจากวันที่ไข่ย้อย บอกรักดากานดา ใต้ต้นชงโค และนุ่นบอกรักหมู ที่หาดท้องนายปาน ไข่ย้อยหรือหมูนั้น จากเกาะพะงันมาเพราะแม่ป่วยหนักและกำลังจะเสียชีวิต เมื่อแม่เสียชีวิตลง เขาตัดสินใจขายบ้านและเดินทางไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ กรุงปราก ในฐานะศิลปินที่วาดภาพเหมือนภาพของศิลปินดังและนำไปขายให้พ่อค้าเร่ที่คอยนำรูปพวกนั้นไปหลอกขายนักท่องเที่ยวอีกทีหนึ่ง

ชีวิตในกรุงปรากนั้นออกจะเหงาๆ หน่อย แต่ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี พร้อมๆ กับพัฒนาการด้านการวาดภาพของไข่ย้อยที่ดีขึ้นจนงานภาพส่วนหนึ่งเป็นที่ต้องตาตรงใจสาวนักศิลปะของเมืองอย่างโรเซล ที่ไม่เพียงแค่งานศิลปะของเขา แต่คือตัวเขาด้วย ขณะเดียวกันนั้น ดากานดา

ได้กลับไปเป็นอาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเดินทางกลับจากการเรียนที่กรุงปราก ที่เดียวกันกับที่ไข่ย้อยอาศัยอยู่ หากแต่โชคชะตาไม่ได้พาให้พวกเขาพบกัน แต่กลับเป็นชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อพี่ต้อง ทั้งคู่ตกลงคบหาดูใจกัน แต่แล้ววันหนึ่ง

งานศิลปะของไข่ย้อยกลับได้มาจัดแสดงที่เชียงใหม่อีกครั้ง การพบกันระหว่างไข่ย้อยและดากานดา ดูเหมือนจะจุดถ่านไฟที่ไม่เคยลุกโชนขึ้นให้มีควันขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท เป็นภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก คอมเมดี้ ผลงานการกำกับของ คมกฤษ ตรีวิมล ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของไข่ย้อย หนุ่มนักศึกษาศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ที่ต้องอยู่ในสถานการณ์การแอบรักเพื่อนสนิทถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถมากมายมาร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็นซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ มารับบทเป็น หมู / ไข่ย้อย หนุ่มเมืองกรุงฯ จากโรงเรียนชายล้วนนิสัยส่วนตัวคือเขาเป็นคนที่แสนขี้อาย เขาไม่กล้าคุยกับผู้หญิงคนไหน พูดตะกุกตะกักทุกครั้งที่มีสาวๆ เข้ามาทัก นี่เองจึงเป็นเหตุให้ต้องคอยหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสาวๆอยู่เสมอ คนต่อมาคือศิรพันธ์ วัฒนจินดา มารับบทเป็น

ดากานดา สาวสวยผู้ที่พกเสน่ห์มาด้วยเต็มๆ โดยดากานดาเป็นเพื่อนสนิทในคณะวิจิตรศิลป์ ของไข่ย้อย และก็เป็นหญิงสาวที่ไข่ย้อยแอบรักอีกด้วย คนต่อมาคือ มณีรัตน์ คำอ้วน รับบทเป็น นุ้ย พยาบาลสาวตาโต ยิ้มเก่งและชอบคอยดูแลคนอื่น

ระหว่างที่ไข่ย้อยรักษาตัวอยู่ที่ดรงพยาบาลความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และคนสุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้คือปาณิสรา อารยะสกุล มารับบทเป็น พี่แตน พยาบาลอีกคนที่คอยดูแลไข่ย้อย โดยภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิทเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2548

เนื้อเรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท
ภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิทเปิดเรื่องราวมาที่ไข่ย้อย หนุ่มเมืองกรุงฯ จากโรงเรียนชายล้วนที่แสนขี้อาย เขาไม่กล้าคุยกับผู้หญิง จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ ดากานดา หญิงสาวท่าทางสดใสที่เข้ามาขอเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งสำหรับไข่ย้อยตลอดระยะเวลาที่พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ไข่ย้อยแอบหลงรักดากานดา แต่ไม่เคยบอกออกไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับเข้าใกล้มากที่สุดที่คำว่า เพื่อน

สนิทเพราะดากานดามีคนที่เธอรักอยู่แล้ว ไข่ย้อยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเดินทางลงใต้ ที่นั่นเขาดันพลัดตกจากดาดฟ้าเรือจึงต้องมาเป็นคนไข้ที่สถานีอนามัยแห่งเดียวบนและที่นั้นเองที่เขาได้พบกับนุ้ย พยาบาลสาวตาโต ยิ้มเก่งเป็นคนคอยดูแล ระหว่างที่อยู่ที่นั่นไข่ย้อยรู้ว่านุ้ยมีใจให้เขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับเข้าใกล้มากที่สุดที่คำว่า เพื่อนสนิท เพราะนุ้ยเธอรู้ว่า ไข่ย้อยคงมีคนที่รักอยู่แล้ว เรื่องราวความรักสามเส้าของไข่ย้อยจะดำเนินต่อไปอย่างไร ติดตามชมได้ใน ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท

ความประทับใจหลังดูภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังรักในตำนานอีกเรื่องนึง ที่นอกจากคนดูจะได้รอยยิ้มจากหนังแล้ว ก็ยังได้น้ำตาอีกด้วย หนังดีมากนะคะ อยากให้ทุกคนได้ลองดูกัน กับภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท

10 อย่างที่เพื่อนสนิทไม่ควรทำให้กัน เพราะมันจะทำให้เกินคำว่าเพื่อน

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท บอกเล่าเรื่องราวความรัก(ข้างเดียว) ของ หมู(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หรือฉายาคือ ไข่ย้อย ที่ได้มาจากเพื่อนสาวที่เขาแอบรัก นั่นคือ ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) และเรียกฉายาแทนชื่อของเขามาจนปัจจุบัน หมูเดินทางไป เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเกิดพลัดตกดาดฟ้าเรือจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนได้พบกับ นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลแสนสวยใจดี และ พี่แตน(โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาล(ที่คิดว่า)สุดสวย คอยดูแลเป็นอย่างดี การได้นอนพักระหว่างเจ็บป่วยอย่างสงบทำให้หมูใช้เวลาบางส่วนไปกับการเขียนจดหมายถึง ดากานดา เพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ที่หมูได้รู้จักเมื่อคราวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอตั้งแต่ ปี 1 จนถึง ปี 4 ก่อนที่หมูจะจบออกมาแล้วใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเที่ยวที่เกาะพะงัน

ช่วงเวลาที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากดากานดาแล้ว หมูยังมีเพื่อนอีกคนคือ ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนหนุ่มที่เป็นเพื่อนติดกับดากานดาแต่แรกมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคน ครั้งหนึ่งหมูและฟุเหยินไปก่อวีรกรรมขโมยไข่จากคณะเกษตรศาสตร์จนเกือบโดนภารโรงฟาดด้วยคราดเอา หนีกลับคณะวิจิตรศิลป์ของตนเองแทบไม่ทัน และผลที่ได้คือ ไข่ที่ซุกมาในเสื้อแตกจนย้อยออกมา ดากานดาเลยตั้งฉายาให้เขาว่า “ไข่ย้อย” มานับแต่นั้น แต่หมูก็ไม่ได้ขัดข้องใจอะไร ความที่แอบรักดากานดามาแต่แรก แต่ไม่กล้าบอกเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางไว้ ทำให้หมูพยายามแสดงออกมาด้วยการทำทุกอย่างให้ที่เธอขอและไม่ได้ขอ แต่ขณะที่หมูนึกถึงช่วงเวลาที่ได้แสดงความรักต่อดากานดานั้น เขากลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาในปัจจุบัน สิ่งที่นุ้ยปฏิบัติต่อเขา ไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเคยปฏิบัติต่อดากานดาเลย มันมากเกินกว่านางพยาบาลคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนไข้ จนเขารูู้สึกว่านุ้ยคงไม่ใช่เพื่อนสาวที่คิดกับเขาแค่เพื่อนอีกต่อไป แต่อีกใจหมูก็ยังนึกถึงดากานดาอยู่ และนั่นคือสิ่งที่หมูต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่เขารัก หรือ คนที่รักเขา

ตัวละครหลัก

หมู-ไข่ย้อย(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หนุ่มขี้อายจากกรุงเทพ ผู้ฝากคำรักไว้กับเพื่อนสนิทอย่างดากานดาที่เชียงใหม่ ก่อนจะวาร์ปมาเกาะพะงัน บุคลิกเป็นคนชอบห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง จนไม่กล้าที่จะพูด และนั่นคือชนวนให้เกิดความรักต่างสถานที่ของเขา

ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เพื่อนสาวที่หมูหลงรักตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนลุยๆ ออกแนวห่ามๆด้วยซ้ำ แต่เพราะความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี่แหละ ทำให้หมูเผลอใจเข้าให้

null
นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลสาวที่มีพร้อมทั้งความสวย จิตใจดี น่ารักตามสไตล์สาวใต้ ยิ้มง่าย พูดเก่ง คอยดูแลหมูอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าระหว่างเธอกับหมู ใครกันแน่ที่หวั่นไหวไปก่อนกัน

พี่แตน(โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ย ที่ทำตัวทั้งน่านับถือ และไม่น่านับถือ เป็นคนเฮฮา จนดูเหมือนรั่ว พยายามทำตัวให้ดูเป็นเด็ก “เต้บๆ” มากที่สุดเวลาที่อยู่ต่อหน้าหมู งานอดิเรกคือ หาโอกาสแทะโลมหมูตลอดเวลา เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นเพื่อนสนิทที่แอบเก็บความรู้สึกอีกคน!!!

ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนสนิทของดากานดา ที่กลายเป็นเพื่อนไข่ย้อยอีกคน เป็นคนกะล่อน ปากหมา บ้าผู้หญิง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งคุมตัวเองได้มากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เพื่อนสนิท เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ GTH เลย นั่นเพราะช่วงที่หนังเรื่องนี้กำลังดัง ผมดันไปแอบชอบเพื่อนสาวคนสนิทอยู่จริงๆ (ตอนนี้เลิกชอบไปแล้ว) และก็กลายเป็นหนังในดวงใจของผมเรื่อยมา ซึ่งผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆที่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เพราะจากแนวเรื่องของหนัง ตัวละคร และสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ มันเป็นความรู้สึกแบบ Common Sense ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอะเจอมา นั่นคือการแอบรักนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผมว่าทุกๆคน อย่างน้อย 90% บนโลกนี้คงจะผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวนี่แหละครับ ทำให้หนังเข้าถึงคนดูได้ง่าย ทำให้คนดู “อิน” ไปกับอารมณ์ของหนัง และที่แตกย่อยออกมามากกว่านั้น ถึงขั้นมีการศึกษาด้านจิตวิทยาของตัวละครเลยว่า ทำไมหมู(ไข่ย้อย) ดากานดา หรือนุ้ย ถึงได้คิดแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้น ลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง ณ ที่นี้ผมขออนุญาตเรียก ไข่ย้อย ว่า หมู ตามชื่อที่เขาควรจะเป็นในเรื่องนะครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไข่ย้อย เป็นเพียงตัวตนในอดีตของ หมู และเรื่องราวทั้งหมดก็เล่าผ่านตัวละครที่ถูกเรียกว่า หมู ด้วย

บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคุณหมู ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้กระทั่งใส่ชื่อตัวเองแทนพระเอก 555 มีการสอดแทรกเกร็ดต่างๆและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านตัวหนังไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ทั้งยังแทรกวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองภาค คือภาคเหนือในพาร์ทดากานดา และภาคใต้ในพาร์ทของนุ้ยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยกำหนดให้ตัวละครอย่าง หมู เข้าไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น นำเสนอผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ตัวหนังได้ฉายทัศนียภาพอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หนังมีความน่าดูมากขึ้น สถานที่่ถ่ายทำบางส่วนกลายเป็นแหล่งให้บรรดาแฟนหนังได้ไปตามรอยกันถึงที่ ส่วนตัวผมเองยังเคยอยากไปเรียน มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาหยุดความคิดหลังจากได้ทราบว่า ที่จริงแล้ว มช. ไม่ได้ให้ถ่าย ฉากมหาวิทยาลัยในเรื่อง ถ่ายทำที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ ต่างหากล่ะ ฟังอย่างนี้ก็ซึ้งเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉากต่างๆในเรื่องถ่ายออกมาได้ภาพที่สวยงามมาก ขนาดถ่ายด้วยฟิล์ม 1:85 ยังสวยขนาดนี้ ถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม 2:35 คงได้ความสวยงามมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน  ดูหนัง ไทย

รีวิวหนัง คิดถึงวิทยา หนังที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ มากไปด้วยนักแสดงมากฝีมือ

รีวิวหนัง คิดถึงวิทยา หนังที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ มากไปด้วยนักแสดงมากฝีมือ

รีวิวหนัง  ปีการศึกษา 2555 “สอง” (บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) อดีตนักกีฬามวยปล้ำตกอับต้องผันตัวเองมาเป็นครูยังโรงเรียนแห่งหนึ่งที่กว่าจะไปถึงต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด ขึ้นรถผ่านผืนป่า ลงเรือฝ่าผืนน้ำหลายชั่วโมง โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่กลางเขื่อน โอบล้อมด้วยภูเขาและผืนน้ำอันกว้างใหญ่ “โรงเรียนบ้านแก่งวิทยา สาขาเรือนแพ”

โรงเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ ลูกชาวประมงที่ไม่มีโอกาสออกไปนอกเขื่อนได้มีโอกาสเรียนหนังสือ สองต้องสอนเด็ก ๆ สุดแสบที่แม้จะมีเพียง 4 คน แต่ก็ล้วนเรียนกันคนละชั้นกันหมด แถมเขายังต้องสอนเด็ก ๆ ทุกวิชาทุกชั้นเรียนด้วยตัวคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องทนกับสภาพที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าน้ำประปา หนำซ้ำต้องผจญกับความเหงาที่ไม่สามารถติดต่อใครได้เพราะที่โรงเรียนนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

สิ่งเดียวที่พอจะช่วยให้สองคลายเหงาได้คือไดอารี่เล่มหนึ่งที่ถูกลืมทิ้งไว้ของ “แอน” (พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ครูคนเก่าที่เพิ่งย้ายออกไป แอนเขียนตัดพ้อถึงชีวิตของเธอและครูทุกคนที่มาสอนที่นี่ว่านอกจากจะลำบากแล้วยังต้องเลิกกับแฟนทุกราย ถึงขนาดตั้งฉายาให้โรงเรียนนี้ว่า “ถ.ท.ว. ถูกทิ้งวิทยา”

สองอ่านเรื่องของแอนผ่านสมุดเล่มนี้เสมือนเธอเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าใจหัวอกของเขา จนกลายเป็นความผูกพันผ่านตัวหนังสือที่ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งเฝ้าคิดถึงตัวจริงของเธอ แต่แม้สองจะอยากเจอแอนแค่ไหน เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปพบเธอได้อย่างไร…

ปีการศึกษา 2556 โชคชะตานำพาให้แอนกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าสองกลับไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แอนพบไดอารี่ที่เธอลืมทิ้งไว้ พอแอนเปิดอ่านก็ต้องแปลกใจเมื่อได้พบกับลายมือของสองที่เขียนต่อจากสิ่งที่เธอเคยเขียนไว้ เขาระบายความรู้สึกในใจตลอดช่วงเวลาที่สอนอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะความหวังที่เขาอยากจะพบกับแอนสักครั้ง

แอนไม่รู้ว่าสองจากไปเพราะอะไร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรือแม้กระทั่งว่าเขาเป็นใคร แต่การได้รู้ว่ามีคนอีกคนที่เคยอยู่ในที่แห่งเดียวกับเธอคอยเฝ้าคิดถึงแต่เธอ ความรู้สึกในการกลับมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้งของแอนก็เปลี่ยนไปจากเหมือนถูกทิ้งกลายมาเป็นความคิดถึง

สวัสดีครับ เมื่อวานก็ได้มีโอกาสชมหนังไทยเรื่อง “คิดถึงวิทยา” ในรอบสื่อมวลชน ก็ต้องขอขอบคุณทาง GTH มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

“คิดถึงวิทยา” เป็นหนังเรื่องล่าสุดจากทางค่าย GTH ที่ห่างหายจากจอหนังไปเกือบ 1 ปี เต็มๆ นับตั้งแต่ “พี่มาก..พระโขนง” การห่างหายไปของ GTH จากโรงหนัง คงต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่าง แต่ในเมื่อหนังมีเวลาในการสร้าง การผลิต เพิ่มขึ้นเป็นครึ่งปี มันก็ย่อมต้องดีมากขึ้นมากขึ้น จริงไหมเอ่ย

ดังนั้น ความคาดหวังต่อ “คิดถึงวิทยา” จึงอยู่ในระดับที่สูงมาก แน่นอนว่าหนัง GTH ทุกเรื่อง ผมคาดหวังสูงอยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ในมือผู้กำกับอย่าง พี่ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับหนังไทยที่ผมชื่นชอบอย่าง Season change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ยิ่งไม่มีอะไรน่ากังวล

ตอนที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ มีความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย รู้สึกว่าหนังมันน่าจะโรแมนติก น่าจะดูแล้ว Feel Good ดูแล้วน่าจะเจ็บจี๊ดๆในอารมณ์ แต่ก็แอบเสียดายว่าจะเอา เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาโผล่ในตัวอย่างทำไม น่าจะเก็บไว้ Surprise คนดูน่าจะดีกว่า

ช่วงแรก หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจดีครับ การตัดสลับไปมาแบบฉับไว ทำให้ผมเกิดความคาดหวังว่าหนังจะทันสมัย เล่าเรื่องแบบรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นจริงอยู่ได้พักนึงเท่านั้น แล้วหนังก็เริ่มเล่าเรื่องแบบธรรมดา แต่การปูพื้นฐานให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของครูในโรงเรียนเรียนเรือนแพนั้นเป็นอย่างไร ก็ทำได้ดีจนผมอึ้งๆอยู่เยอะ ส่วนพื้นฐานความเป็นมาของทั้งครูแอนและครูสอง ก็เล่าได้พอรู้เรื่องประมาณนึง จุดสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมเรื่องคือไดอารี่นั้น ทำได้ดีครับ และมุกตลกน่ารักๆ ก็มียิงมาประปราย ดูแล้วพอได้หัวเราะยิ้มๆได้เรื่อยๆ

ช่วงกลาง ดูเหมือนว่าหนังจะค่อนข้างชัดเจนในด้านการเล่าเรื่องที่เน้นไปในเรื่องของความรัก ความเหงา การใช้ชีวิตที่ยากลำบาก กำลังใจ การต่อสู้ แต่เน้นไปที่ตัวของครูสองกับครูแอนในมุมของครูสองเป็นหลัก… หนังก็ดำเนินเรื่องไปได้ดีเลยครับ ยิ่งบวกกับความน่ารักของเด็กๆ ก็ยิ่งดูได้เพลิน จนพอหนังไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ (ผมมองว่ามันละครทีวีไปนะครับ โบราณมากพล็อตแบบนี้) หนังก็พาเราไปมองเห็นมุมของครูแอนบ้าง ช่วงนี้เริ่มรู้สึกได้ว่า หนัง “พยายาม” โรแมนติก เป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นความพยายามที่ดีเลย เพราะดูจะได้ผลพอสมควร ช่วงจุดเปลี่ยนอันนั้น ผมขอชื่นชมเทคนิก Long Take ที่นำมาใช้ได้น่าสนใจครับ รวมทั้งการแสดงของพลอยใน Long Take นี้ด้วยที่ไม่หลุดเลย

ช่วงท้าย หนังเข้าสู่ความเป็น “คิดถึงวิทยา” เต็มๆ โดยเล่าว่าความคิดถึงมันแปรเปลี่ยนไปเป็นอะไร แล้วหนังก็หักทิศทางอีกครั้ง จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงหนังถึงจะไปจบแบบ “Feel Good” (หนังแนวนี้ของ GTH ผมไม่เคยกล้าคิดว่า GTH จะไม่ Feel Good) แต่หนังก็ไปได้ในแบบที่ดูเรียบง่ายราบรื่นและสวยงาม แล้วก็จบไปอย่าง Feel Good ตามความประสงค์ ส่วนตัวผมว่าตอนจบมันไปได้พี๊คกว่านี้อีกเยอะ แต่ดูเหมือนหนังต้องการอารมณ์กรุ่นๆ อบอุ่นกึ่งเหงา ดูจบแล้วสบายใจเสียมากกว่า
การแสดง เป็นส่วนที่หาข้อติแทบจะไม่ได้เลยของหนังเรื่องนี้ ทั้งบี้ ทั้งพลอย เวียร์ นักแสดงสมทบ รวมทั้งนักแสดงเด็กทุกคน ทำได้ดีมากๆๆๆ เรียกว่าดูแล้วไม่มีความรู้สึกติดขัดสะดุดสายตาแต่ประการใด

ข้อดี ของหนังเรื่องนี้คือ หนังชัดเจนในเรื่องที่จะเล่า พาคนดูไปในทิศทางที่หนังอยากให้เป็นได้โดยไม่หลุดออกไป ยิ่งถ้ารับสิ่งที่หนังส่งออกมาได้มาก ก็จะยิ่งอิน อิ่ม สบายใจ มีความสุข เรียกว่ายิ้มออกมาจากโรงได้เลย ยิ่งใครคิดถึงหนังสไตล์ GTH ชอบหนังสไตล์ GTH เรื่องนี้มันเป็น GTH แบบสุดโต่งเลยล่ะครับ

ข้อเสีย บอกตรงๆว่าผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าข้อเสียได้หรือเปล่า เอาเป็นว่าเป็นข้อสังเกตละกันครับ [Spoil] หนังเรื่องนี้ มีกรอบมากๆครับ กรอบของความเป็นหนังรักโรแมนติก Feel Good และ GTH กรอบเหล่านี้ครอบความกล้าที่จะหลุดออกมาของหนังไว้จนมิด ทั้งที่ประเด็นในหนังมันสามารถสร้าง Conflict ใหญ่โตระดับสะเทือนระบบการศึกษาของสังคมไทยได้เลย แต่หนังข้ามสิ่งเหล่านั้นไป เล่าแค่ที่อยากจะเล่า ปัญหาระดับรากเหง้าของประเทศ เลยกลายเป็นแค่เรื่องปัญหาเล็กๆในความโรแมนติกเท่านั้น ผมมั่นใจว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่ค่าย GTH ทำ ประเด็นเหล่านี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตที่ถูกเอามาขยี้ให้เรารู้สึกได้เลยว่าระบบการศึกษาของเรามันแย่แค่ไหน ที่น่าสนใจกว่านั้น แน่ใจว่า “ครู” ที่หนังสื่อมาให้เห็นเป็น “ครู” ที่ควรจะเป็นจริงๆของสังคมไทย อยากให้คิดให้ละเอียดๆนะครับ ถ้าหนังจงใจซ้อนภาพตลบ 2 ชั้นให้คนดูหวนมาคิด ก็ถือว่าดี แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่

รีวิวหนัง  สรุป หนังเรื่องนี้ดูง่าย ดูสบาย Feel Good สไตล์ GTH การแสดงดี ภาพสวย อิ่ม อุ่น เหงานิดๆ เพลงเพราะ เหมือนกินอาหารที่อร่อยสวยงามรสชาดดีทุกอย่าง ขาดแค่ความแปลกใหม่ ถ้าใครชอบสไตล์ของ GTH รวมทั้งหนังโรแมนติกดูแล้วสบายใจอินเลิฟ เรื่องนี้สมบูรณ์แบบมากครับ แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังที่หวังว่าจะ “ได้” อะไรมากกว่าที่คาดจากหนังเรื่องนี้ ชอบคิดต่อ ชอบการเจาะลึกเสียดสีสังคม หนังเรื่องนี้จะแตะประเด็นในแบบที่ไม่พยายามให้เราไปสนใจประเด็นเหล่านั้น แต่ถ้าสนใจก็ลองไปดูก็ได้ครับว่า คุณจะคิดมากเหมือนกับผม หรือเห็นอะไรเหมือนกับที่ผมเห็นหรือไม่ เอ..หรือว่าผมบ้าไปเองคนเดียว เฮ้อ สำหรับผม หนังเรื่องนี้เหมือนรถรุ่นใหม่ที่ทำออกมาดีทุกอย่าง สมบรูณ์ ครบครัน แต่ไม่กล้าที่ใส่ Option ใหม่ๆที่ล้ำยุค เพียงเพราะแค่กลัวคนซื้อมองว่าเกินความจำเป็น

คมนิด จี๊ดเลย : บางสิ่งบางอย่างอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ

Napat’s Rating : (B+) , 8.5 /10

คำเตือน : นี่คือเรตติ้งและความคิดเห็นส่วนตัวหลังชมหนังของผมคนเดียวเท่านั้น ย้ำว่าส่วนตัวนะครับ บางคนเห็นตรง บางคนอาจเห็นต่าง ถือว่าเอามาแลกเปลี่ยนทัศนะกันเฉยๆ โปรดอย่าได้ถือสากับคำวิจารณ์ของผมเลยนะครับ เพราะเป็นเพียงอีกหนึ่งเสียงจากการชมหนังในฐานะคนดูหนังธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

จากใจ..ถึงหนังเรื่องนี้ : จากที่เห็นตัวอย่างในครั้งแรก ต้องกล่าวกันตรงๆว่ายังรู้สึกแปลกๆทะแม่งๆกับสิ่งที่ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่างจีทีเฮชเลือกที่จะนำเสนอมุมมองแบบนี้ออกมา ด้วยที่ว่ามันดูแปลกใหม่กับการเล่นประเด็นเหงาๆ ความรัก ความคิดถึงกับคนที่ไม่เจอกัน โดยมีฉากหลังเป็นโรงเรียนบ้านนอกริมแม่น้ำ ส่วนตัวก็คิดในใจว่ามันจะตลาดพอหรือเปล่า ต่อให้จะมีบี้เดอะสตาร์หรือพลอย เฌอมาลย์มารับบทนำก็เถอะ

แต่เมื่อได้ชมหนังทั้งเรื่องออกมาจากโรงแล้ว ต้องบอกว่ารู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก ด้วยทีแรกก็ไม่คิดว่าจะสามารถหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ ยิ่งในช่วงแรกๆอาจดูเนิบๆ และมีมุขตลกที่ผิดที่ผิดทางสำหรับผม แต่เมื่อเลยจุดนึงของเรื่องออกไป เราเริ่มเข้าใจกลวิธีการนำเสนอของเรื่องราว และเมื่อเราสามารถเข้าถึงตัวละครและหนังได้แล้ว ช่วงกลางเรื่องไปจวบจนถึงท้ายเรื่องจึงดูมีความหมายและทำได้ดีมากในสายตาเรา โดยเฉพาะช่วงก่อนถึงท้ายเรื่องทำเอาน้ำตาคลอได้เลยทีเดียวทั้งๆที่มันอยู่ในอารมณ์ซึ้ง ไม่ถึงกับเศร้าดราม่าจนเกินพอดี

ตัวหนังได้เล่าเรื่องราวถึงชีวิตส่วนตัว ความรัก ความเหงา ความคิดถึง ของตัวละครต่างๆ และในขณะเดียวกันก็ได้เล่าในมุมมองของชีวิตการงาน หน้าที่ และสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้มักจะมาด้วยกันและต้องอาศัยความรักความเข้าใจด้วยจริงๆ จะให้เพียงคิดอย่างเดียวก็คงไม่ถึง เพราะการที่เราจะทำอะไรสักอย่างให้สามารถมีก้าวต่อๆไปนั้น มันต้องลงมือทำอะไรสักอย่างด้วย ต่อให้สิ่งที่เราทำนั้นจะดูเล็กน้อยเหมือนแค่เพียงจดหรือเขียนอะไรลงไปในกระดาษ แต่ใครจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันอาจมีคุณค่ามากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตหรือเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดให้กับคนอีกคนหนึ่งก็ได้

มีประโยคนึงที่กล่าวในเรื่องและเหมือนจะหลุดออกมาอยู่ในตัวอย่างมานิดๆที่ว่า “ผมรู้สึกเหมือนอกหัก และเหมือนกับเสียเพือนที่สนิทที่สุดไปพร้อมๆกัน” บางครั้งมันก็ลำบากนะ เวลาที่เราใฝ่ฝัน วาดความหวังอะไรสักอย่างขึ้นมา ต่อให้มันจะดูลมๆแล้งๆแค่ไหน มันก้ยังมีค่าเสมอ แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับความจริง เราจะทำอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกับมันได้ ทำอย่างไรที่จะต้องเลือกที่จะรับผิดชอบชีวิตของเรา รับผิดชอบหัวใจของเราและนำมันไปให้กับคนที่ดูแลเราได้ถูกคน โดยที่จะต้องก้าวผ่านความเหงา ความอ้างว้าง และความเดียวดายให้ได้

“เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราสัมผัสอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่ต้องรับรู้มันด้วยใจ” และถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถรับรู้และมีจุดเชื่อมร่วมกันได้ ไม่แปลกเลยที่จะก่อให้เกิดบางสิ่งที่เรียกว่า “ความรักความผูกพัน” ขึ้นมาโดยที่เราอาจจะยังไม่ทันได้รู้จักกันเลยก็ได้

ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องความรักหนังยังได้พูดถึงมุมมองความเป็นครูที่สะท้อนให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจของความเป็นครูอย่างแท้จริง มันจะดีและมีความสุขแค่ไหน หากสิ่งที่เราทำสามารถเปลี่ยนชีวิตหรืออย่างน้อยก็ทำให้เขาไปถึงฝั่งฝันที่ต้องการได้ หนังได้เล่าถึงความอดทนและหน้าที่ที่ครูต้องรับผิดชอบมากกว่าแค่การให้ความรู้ แต่คือการให้ความรัก ความเข้าใจ และการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งนี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เด็กๆที่กำลังเติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติต้องการไม่น้อยไปกว่าความรู้ในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว

ในแง่ของนักแสดงทั้งบี้ และพลอย เฌอมาลย์ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีและมีเอกลักษณ์ประจำตัวไม่น้อยหน้ากัน และยังมีเด็กๆโรงเรียนบ้านแก่งวิทยาที่มาแย่งซีนขโมยซีนอย่างน่ารักสุดๆ

ในแง่การเล่าเรื่องและเทคนิคการถ่ายทำต้องขอชื่นชมว่าสามารถทำให้หนังที่ดูเรียบง่ายแบบนี้ เล่าออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงและมีกลวิธีในการนำเสนอ ส่วนตัวประทับใจเป็นพิเศษสองฉากที่มีกระบวนการถ่ายทำมาช่วยทำให้สมจริงและส่งให้หนังดูเจ๋งไปอีกก้าวนึงคือฉากพายุ ที่สมจริงมาก และฉากง้อลองเทคช่วงกลางเรื่อง ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงและค่อนข้างลองของพอสมควร ต้องนับถือใจจีทีเฮชที่กล้านำเสนอฉากแบบนี้ออกมาให้หนังไม่ดูง่ายๆและซ้ำซากคลีเช่จนเกินไป ส่วนในแง่ของการเล่าเรื่อง ผมไม่ค่อยได้เห็นหนังที่กล้าเล่าแบบนี้มาก่อน คือการเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่รู้จักกันอยู่คนละเหตุการณ์คนละวันเวลาแต่ดำเนินไปเสมือนกับอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาเดียวกัน ถือว่าเป็นรสชาติใหม่ที่แปลกๆจนผมรู้สึกว่าหนังมันดูเพี้ยนๆไปในช่วงแรก แต่พอจูนติดเลยรู้สึกว่ามันเข้าใจทำและกล้านำเสนอมาก สั้นๆว่าชอบครับ ผ่านๆๆ

สิ่งที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษตั้งแต่ก่อนได้ดูหนังคือเรื่องเพลง และดนตรีประกอบเรื่องนี้ ต้องให้ 10 เต็มจริงๆ เพราะมันช่างละมุนกลมกล่อมและมีธีมที่น่าจดจำอย่างชัดเจน แถมดนตรีนี้ยังมีเนื้อร้องเพราะๆจากวง25Hoursในชื่อเพลงว่า”ไม่ต่างกัน”อีกต่างหาก การใช้ดนตรีในหนังเรื่องนี้สามารถมาได้ถูกจังหวะถูกเวลามากและสามารถส่งให้หนังดูซึ้งและอิ่มเอมไปอีกเมื่อดูจบจนอยากกลับไปดูใหม่ให้หายคิดถึงอีกครั้งเลยทีเดียว

กระนั้นหนังก็มีข้อติข้อบกพร่องกันบ้าง ด้วยที่ว่ามันเป็นการเล่าเรื่องในมุมมองใหม่แนวใหม่ บางอย่างอาจดูประดักประเดิดไปนิด หรือมุขตลกที่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ในบางฉาก รวมถึงจังหวะหนังที่ช่วงแรกมาเนิบไปนิด และช่วงท้ายก็ดูยืดไปหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพรวมของหนังก็จัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าชื่นชมเลยทีเดียว สมกับเป็นผู้กำกับแฟนฉัน และ Seasons change เลย แม้เรื่องนี้ผมจะชอบน้อยกว่าซีซั่นเช้นจ์ แต่ก็คิดว่าดีกว่าหนีตามกาลิเลโออยู่มากพอสมควร

และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจกับจีทีเฮชรอบนี้นอกจากตัวหนังที่ผมชอบและหลงรักได้แล้ว ผมยังต้องชมความกล้าใช้ลูกบ้ามากขึ้นที่จะแหวกแนวและขนบสูตรสำเร็จเดิมๆออกไป แม้ว่ามันจะมีความเป็นฟีลกู้ดอยู่ แต่ก็สามารถเห็นได้ว่ารอบนี้จีทีเฮชได้เดินหน้าไปอีกก้าว ไม่หยุดอยุ่กับที่ กล้าเสี่ยง กล้าลองในสิ่งที่ไม่รู้ว่าผลตอบรับจะออกมาเป็นเช่นไร ต้องขอขอบคุณที่กล้านำเสนอมันออกมา และขอเป็นกำลังใจให้ผลิตผลงานดีๆสู่วงการหนังไทยต่อไปนะครับ ดูหนังออนไลน์ไทย